วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ร่วมสร้างค่านิยมใหม่! คณะกรรมการปฏิรูปฯ เขย่าแผนบิ๊กร็อค 4 ไกด์ 3 แนวทาง ปั้นคนอาชีวะเสิร์ฟตลาดแรงงานสายวิชาชีพ หลังพบอัตราคนว่างงาน สวนทางดีมานด์แรงงานภาคอุตฯ จำนวนมาก

 


กรุงเทพฯ 29 ตุลาคม 2564 – รศ. ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานสายอาชีพหรืออาชีวศึกษา ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก คณะกรรมการปฏิรูปฯ ด้านการศึกษา จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาระบบอาชีวศึกษา หรือ บิ๊กร็อคที่ 4 โดยแบ่งออกเป็น ระดับ ได้แก่ 1.ระดับต้นน้ำ 2.ระดับกลางน้ำ 3.ระดับปลายน้ำ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเน้นฝึกปฏิบัติ เพื่อผลักดันการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีมากขึ้นจากในอดีต แต่ยังพบข้อจำกัดอยู่มาก จึงควรเร่งผลักดันให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่งสามารถจัดการเรียนการสอนระบบดังกล่าวได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งหาเครื่องมือสร้างแรงจูงใจผู้เรียนให้สนใจศึกษาต่อในสายอาชีพมากขึ้น เนื่องจากตัวแปรที่ทำให้กลุ่มสายอาชีพมีสัดส่วนน้อยกว่าผู้ที่เรียนจบระดับอุดมศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติและค่านิยมของสังคม

 

รศ. ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ประชากรคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลิตแรงงานที่มีทักษะและสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อรองรับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเพื่อสนับสนุนการผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้จัดทำแผนปฏิรูประบบการศึกษาไทยเชิงนโยบาย เรื่อง การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและระบบอื่นๆ ที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การจ้างงานและการสร้างงาน (Big rock 4) ด้วยการกำหนดกรอบการพัฒนาระบบการอาชีวศึกษาใน 3 ระดับ ดังนี้

·     ระดับต้นน้ำ ได้แก่ ความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับเจ้าของอาชีพ เพื่อกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอน ทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติ ควบคู่กับการฝึกงานในสถานประกอบการ อีกทั้งความพร้อมของครูผู้สอนในการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ ทั้งด้านวิชาการและการฝึกทักษะ รวมถึงความพร้อมด้านปัจจัยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน

·     ระดับกลางน้ำ ได้แก่ กลไกการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ องค์กรธุรกิจต่างๆ เช่น มาตรการทางภาษี การลดข้อจำกัดในด้านกฎหมาย เพื่อส่งเสริมการจัดอาชีวศึกษาทวิภาคีให้มีความคล่องตัว และสนับสนุนให้ผู้เรียนมีประสบการณ์การฝึกงานเพื่อสร้างความพร้อมในการทำงานจริง

·     ระดับปลายน้ำ คือ การเพิ่มระดับคุณภาพของผู้สำเร็จอาชีวศึกษาทวิภาคี ที่นำไปสู่การสะท้อนผลต่อกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ได้แก่ ผู้เรียนอาชีวศึกษามีความพร้อมและความสามารถในการเข้าสู่อาชีพ นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีแรงจูงใจในการเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น จากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าตอบแทนหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น โอกาสในการเลื่อนขั้นในสายงาน และการหมุนเวียนการทำงานในสถานประกอบการเพื่อเพิ่มประสบการณ์ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ การจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาในรูปแบบอาชีวศึกษาทวิภาคี จะทำให้ผู้เรียนอาชีวศึกษามีสมรรถนะด้านอาชีพจากการฝึกงานหรือฝึกอาชีพในสถานประกอบการนอกเหนือจากการเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียน ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถในการสื่อสาร ฝึกปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ทักษะฝีมือ ฯลฯ และมีโอกาสได้งานทำสูงเมื่อจบการศึกษา นับเป็นรูปแบบที่สถานศึกษาอาชีวศึกษาให้ความสำคัญแต่ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก สำหรับประเทศไทย พบว่ามีการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีแล้วร้อยละ 30 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในอดีต จึงควรส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้นให้มีคุณภาพและขยายวงกว้างในสถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่ง ให้สามารถจัดการเรียนการสอนระบบดังกล่าวได้อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการอาศัยความร่วมมือจากภาคต่างๆ รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจต่อผู้เรียนเพื่อให้เห็นความสำคัญของกลุ่มสายอาชีพมากยิ่งขึ้นต่อไป

 

รศ. ดร.สมภพ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่จำนวนผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั่วประเทศ และเข้าศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษา ยังคงมีน้อยกว่าผู้เรียนที่ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจของตัวผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังประกอบไปด้วยหลายตัวแปร ทั้งฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ลู่ทางการหางานในอนาคต รวมไปถึงทัศนคติต่อหลักสูตร และค่านิยมของสังคมที่มองว่าเด็กเก่งต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

 

แม้ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะชี้ให้เห็นว่าอัตราการว่างงานของไทยในไตรมาสที่สองของปีนี้คิดเป็นร้อยละ 1.89 หรือประมาณ 7.3 แสนคน ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 1.96 หรือประมาณ 7.6 แสนคนในไตรมาสแรก แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่า หลายอุตสาหกรรมยังคงขาดแคลนคนทำงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะฝีมือสอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างและตอบโจทย์ในภาคธุรกิจนั้นๆ กลุ่มสายอาชีพหรืออาชีวศึกษาจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน และสำคัญไม่น้อยไปกว่าผู้ที่เรียนจบระดับอุดมศึกษา รศ. ดร.สมภพ กล่าวทิ้งท้าย

 

ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรม ของ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้ใน ช่องทาง ดังนี้ เว็บไซต์ https://www.thaiedreform2022.org เฟซบุ๊กแฟนเพจ https://web.facebook.com/Thaiedreform2022 ยูทูบช่อง ‘thaiedreform2022’ และทวิตเตอร์ https://twitter.com/Thaiedreform22  

               

###

#คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา #สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ #NESDC #thaiedreform #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #EEF #JCCOTH

odini BLACK เปิด 4 กลยุทธ์ บริหารพอร์ตการลงทุน พร้อมเผย ผลตอบแทนบวกถึง 13.41% นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งพอร์ต

 


29 ตุลาคม 2564, กรุงเทพมหานคร บริษัท โรโบเวลธ์กรุ๊ป จำกัด ผู้นำในการให้บริการด้านการลงทุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Wealth Tech ได้จัดงานเสวนาออนไลน์ให้กับกลุ่มนักลงทุนในผลิตภัณฑ์ odini BLACK ในหัวข้อ “odini BLACK Trend & Strategy Update and Performance Review”  ซึ่งการเสวนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณวรยุทธ พิกุลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุนโรโบเวลธ์ จำกัด เป็นวิทยากรคนสำคัญตลอดการบรรยาย โดยมี คุณศานติ ตินตะชาติ ที่ปรึกษาด้านการลงทุน เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ซึ่งการเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการอัปเดตมุมมองการลงทุนในช่วงปีที่ผ่านมาและมุมมองการลงทุนในระยะข้างหน้า รวมถึงอัปเดตกลยุทธ์และธีมการลงทุน ของ odini BLACK เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน odini BLACK ได้ตามเป้าหมาย

 

ภาพรวมตลาดลงทุน ปี 64

คุณวรยุทธ พิกุลสวัสดิ์ เผยว่า การลงทุนในปี 64 นั้นมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลักอยู่ ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่

·       ปัจจัยแรกคือภาวะฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ดีเมื่อเทียบกับปี 63 สามารถดูได้จากการเติบโตของ GDP ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้างตามแต่ละประเทศและภูมิภาค โดยในไตรมาสที่ นี้ การฟื้นตัวเริ่มกลับคืนมาในระดับหนึ่ง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวได้ในช่วงหลังจากนี้

·       ปัจจัยที่สองคือโควิด-19 จำนวนผู้ติดเชื้อที่มีการปรับเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวน เศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก ต้องคอยติดตามเรื่องการประกาศเปิดประเทศ การเข้าสู่ฤดูหนาว การกลายพันธุ์ ไปจนถึงประสิทธิภาพวัคซีน ว่าการระบาดจะกลับมารุนแรงอีกระลอกหรือไม่ ในขณะเดียวกันที่ต่างประเทศก็ได้รับวัคซีนกระจายเกือบทั่วโลกแล้ว ทำให้หลายประเทศกลับมาเปิดเมืองได้

·    ปัจจัยที่สามคือการปราบปรามการควบคุมภาคธุรกิจของจีน จากปีที่แล้วหุ้นจีนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่จีนสามารถควบคุมโควิด-19 ได้ก่อน จากนั้นทางการของจีนก็มีการควบคุมธุรกิจแนวคิดที่มีการผูกขาด โดยที่รัฐบาลได้เข้าตรวจสอบหลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นอาลีบาบา ภาคธุรกิจกวดวิชา ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มฟินเทคต่าง ๆ ทำให้หุ้นจีนที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาปรับตัวลงอย่างรุนแรง แต่ไม่นานมานี้ แจ็ค หม่า ได้เริ่มออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีจีนมีการฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแล้ว

·       ปัจจัยที่สี่คือนโยบายการเงินของโลก ปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐเริ่มมีนโยบายปรับลดการผ่อนคลายทางการเงินแล้ว ซึ่งก็คาดการณ์ว่าจะมีการลดขนาดงบดุลในเดือนพฤศจิกายน 64  หลังจากที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มมีการฟื้นตัวมาพอสมควร รวมถึงการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปี 66 ในขณะที่ความเสี่ยงในเรื่องของตัวเลขเงินเฟ้อก็ยังเป็นประเด็นที่ตลาดจับตาดูอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 65 ตุผลที่มีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวหรือสามารถกลับมาขยายตัวได้นั่นเอง อย่างไรก็ดีในอดีตพบว่าตลาดอาจมีความผันผวนบ้างในช่วงเริ่มลดการผ่อนคลายในเชิงนโยบายลง แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็มักจะปรับตัวขึ้นต่อไปได้เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจที่กลับมาขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

 

เปิด กลยุทธ์ปัจจัยสำคัญในการบริหารพอร์ต odini BLACK

จากภาพรวมการลงทุนตลอดปี 63-64 ทำให้ odini BLACK มีการวางกลยุทธ์ในการปรับพอร์ตโดยอาศัย กลยุทธ์การช่วยวิเคราะห์การลงทุนด้วย FVMR Model ซึ่งแบ่งเป็น 4 ปัจจัยสำคัญคือ

·       ปัจจัยที่หนึ่ง Fundamental เป็นปัจจัยพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น Earning Growth, Return on Equity เป็นต้น

·       ปัจจัยที่สอง Valuation คือมูลค่าความถูกความแพงของตัวหุ้นในแต่ละตลาด ตัวอย่างเช่น  Upside, Price to Earning เป็นต้น

·       ปัจจัยที่สาม Momentum ดูในเรื่องการปรับประมาณการณ์กำไร ตัวอย่างเช่น EPS Revision, Price Performance เป็นต้น

·       ปัจจัยที่สี่ Risk เป็นเรื่องของความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น Volatility ในแต่ละช่วงเวลา และ Debt to Equity เป็นต้น

 

ปัจจัยเหล่านี้จะถูกใช้ในการพิจารณากำหนดน้ำหนักการลงทุนในแต่ละช่วงเวลาว่าตลาดใดมีความน่าสนใจมากน้อยต่างกันอย่างไร

 

พอร์ต odini BLACK มีการบริหารความเสี่ยงด้วยการปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในระดับประเภทสินทรัพย์ ระดับประเทศ/ภูมิภาค หรือในระดับกองทุนรวมที่มีความเหมาะสมในการลงทุนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา จากนั้นจะมีการปรับสมดุลพอร์ตให้กับนักลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของ odini BLACK ที่สามารถช่วยปรับพอร์ตการลงทุนด้วยการทยอยขายทำกำไรและถัวเฉลี่ยต้นทุนทีละน้อย เช่น ทีละ 1-2% ให้กับพอร์ตการลงทุน ซึ่งนักลงทุนทั่วไปไม่สามารถจัดการเองได้ และเป็นวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

 

ในแง่ของการคัดเลือกกองทุน odini BLACK จะมีการคัดเลือกกองทุน Best in Class ให้กับพอร์ของนักลงทุนซึ่งเราจะคัดเลือกองทุนทั้งจากปัจจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ สำหรับปัจจัยเชิงปริมาณจะดูจากผลตอบแทนในแต่ละช่วงเวลา ความผันผวน และผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงอัตราการขาดทุนสูงสุดในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ odini BLACK ยังมีการจัดทำ Fund Ranking และพิจารณาถึงขนาดของกองทุนด้วยเช่นกัน เพราะกองทุนที่มีขนาดเล็กเกินไป อาจมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องในการซื้อขายได้ สำหรับปัจจัยเชิงคุณภาพ จะพิจารณาจากนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ เนื่องจากกองทุนประเภทเดียวกันอาจมีความแตกต่างกันในด้านกลยุทธ์การลงทุน แนวคิดในการเลือกหุ้น หรือมีวิธีการซื้อและขายหุ้นที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นจะเป็นการวิเคราะห์ถึงสินทรัพย์ที่อยู่ในกองทุนว่าเป็นหุ้ประเภทใด มีลักษณะอย่างไร รวมถึงประสบการณ์ของทีมผู้จัดการกองทุนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการพิจารณา นอกจากนี้จะมีการพิจารณาถึงลักษณะและรายละเอียดอื่น ๆ ของกองทุน เช่น นโยบายการจ่ายปันผล ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน รวมถึงความยากง่ายในการเข้าถึงข้อมูลของกองทุนที่ส่งผลถึงการอัปเดตข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยที่คณะกรรมการลงทุน หรือ Investment Committee  จะเป็นผู้อนุมัติแนวทางในการลงทุนดังกล่าว ตลอดจนถึงติดตามผลการแนะนำและคัดเลือกกองทุน เพื่อการสร้างผลตอบแทนภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมให้กันักลงทุน odini BLACK นั่นเอง

 

ความสำเร็จปี 64 และแผนระยะยาวของพอร์ต odini BLACK

จากการวิเคราะห์ภาพรวมอุตสาหกรรมและการวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ส่งผลให้นับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตในเดือนสิงหาคม ปี 63 จนถึงเดือนตุลาคม ปี 64 odini BLACK มีผลตอบแทนจากการลงทุนบวกถึง 13.41% โดยในปัจจุบัน พอร์ต odini BLACK เน้นลงทุนในธีมหลัก 3 ธีมคือ จีน เวียดนาม และ Global Quality and  Growth โดยมีรายละเอียดดังนี้

·       ธีมแรกจะเน้นการลงทุนในหุ้นจีนประมาณ 18% ของพอร์ โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ ผ่านกองทุน MCHINAGA ซึ่งลงทุนในหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ได้แก่ พลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก เช่น บริษัท CATL ที่ทำธุรกิจแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชูโง นอกจากนี้บริษัทหลักทรัพย์จีนยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่รัฐบาลมีนโยบายให้บริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาทยอยกลับมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงมากขึ้น และจะยังได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเติบโตของธุรกิจ Wealth Management อีกด้วย

·       ธีมที่สองจะเน้นหุ้นเวียดนามประมาณ 14 % ของพอร์ต ผ่านกองทุน KFVIET-A และ PRINCIPAL VNEQ-A เนื่องจากหุ้นเวียดนามเข้าสู่การเติบโตจากการที่มีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามา โดยคาดการณ์ว่า GDP เวียดนามจะสามารถเติบโตได้อีก 6-7% ส่งผลให้ตลาดเวียดนามเป็นที่สนใจของนักลงทุน ซึ่งเห็นได้จากที่ผ่านมานักลงทุนมีการลงทุนมากขึ้ในตลาดหุ้นเวียดนาม  อีกปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามเติบโตขึ้นคือารเพิ่มน้ำหนักของหุ้นเวียดนามในดัชนี MSCI Emerging Market ที่จะทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาในเวียดนามอีกมาก

·       ธีมที่สามเป็นธีม Global Quality and  Growth ซึ่งมีจุดเด่นในด้านการสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดยกองทุนที่เลือกลงทุนจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันคือ กองทุนแรก TMBGQG จะเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดี มีการเติบโต โดยมีการกระจายการลงทุนในหุ้นหลายตัวเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง เช่น Google, Microsoft และ Facebook เป็นต้น ส่วนกองทุนที่สองคือ ONE-UGG-RA จะเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมและมีการเติบโตสูงทั่วโลก ซึ่งเน้นลงทุนแบบกระจุกตัว เช่น Tesla, Amazon, Moderna เป็นต้น

 

นอกจากการลงทุนในธีมหลัก ทั้ง 3 ธีมแล้ว พอร์ต odini BLACK ยังเน้นการลงทุนในธีม Innovation หรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ได้ประโยชน์ในยุค Disruption อีกด้วย คุณวรยุทธ พิกุลสวัสดิ์ ปิดท้าย

Lazada Seller Opportunity Day 2021 ต้อนรับผู้ขายกว่า 5,000 ราย ร่วมฟังเคล็ดลับเปิดร้านปัง ยอดขายเปรี้ยงไปกับลาซาด้า รับเมกะแคมเปญ 11.11

 


29 ตุลาคม 2564 กรุงเทพฯ – ลาซาด้า ประเทศไทย จัดงานสัมมนาออนไลน์สุดพิเศษ Lazada Seller Opportunity Day 2021: เปิดร้านปัง ยอดขายเปรี้ยงไปกับลาซาด้า โดยมีผู้ขายของบนลาซาด้าเข้าร่วมงานกว่า 5,000 ราย ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ขาย เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์อีคอมเมิร์ซ พร้อมมอบเครื่องมือ โซลูชัน และกลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขาย ซึ่งผู้ขายสามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเมกะแคมเปญส่งท้ายปีที่กำลังจะมาถึง

นายวีระพงศ์ โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มต้นขึ้น เราได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง ปีที่ผ่านมา และจำนวนผู้ซื้อเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าจากปี 2563 จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและหันมาช้อปออนไลน์มากขึ้น เราจึงต้องการช่วยเสริมโอกาสให้ผู้ขายสามารถเติบโตได้ในโลกดิจิทัล และด้วยความเชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซ รวมถึงเครื่องมือและโซลูชันทันสมัยต่างๆ ที่มีพร้อมบนแพลตฟอร์มลาซาด้า เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถส่งเสริมผู้ขายของเราให้ประสบความสำเร็จได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของลาซาด้าในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ขายไทย ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่ดิจิทัล

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเทรนด์การซื้อสินค้าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 จนถึงกันยายน 2564 โดยสินค้าอุปโภคบริโภคมีการเติบโตสูงสุด ตามมาด้วยสินค้าอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และรองลงมาคือสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพที่มีการเติบโตมากกว่า 12 เท่า ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้นและให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น ลาซาด้าจึงนำเสนอโปรแกรมช่วยเหลือมากมายให้กับผู้ขาย เพื่อเกาะกระแสเทรนด์นี้ ไปพร้อมกับการกระตุ้นยอดขายในเมกะแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงอย่างแคมเปญ “Lazada 11.11 Our Biggest One-Day Sale ถูกสุดในรอบปี วันนี้วันเดียว” และแคมเปญเลขคู่ (Double-digit) ส่งท้ายปีอย่าง 12.12

ผู้ขายสามารถเตรียมตัวเตรียมเปิดร้านปังและทำยอดขายเปรี้ยงไปกับลาซาด้าได้ด้วยโปรแกรมช่วยเหลือดังต่อไปนี้:

  • ลาซาด้าโบนัส (Lazada Bonus) ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเงินมากยิ่งขึ้นเมื่อช้อปบนแพลตฟอร์มลาซาด้า โดยลาซาด้าสนับสนุนร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้ในการมอบส่วนลดแก่นักช้อปสูงถึง 50% โดยในช่วงแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา มียอดการใช้ลาซาด้าโบนัสสูงถึง 150 ล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวนผู้ใช้งานกว่า 11 ล้านคน
  • โปรแกรมจัดส่งฟรีพิเศษ (Free Shipping Max) หลังจากเริ่มโปรแกรมนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้ขายที่เข้าร่วมโปรแกรมทำยอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 40% ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษของโปรแกรมนี้ที่มอบส่วนลดค่าขนส่งให้กับลูกค้า
  • โปรแกรม ช้อป 9 บาททุกวัน (Shop 9 THB every day) ดีลสุดพิเศษที่นำเสนอสินค้าราคาดีเพื่อดึงดูดกลุ่มนักช้อปผู้แสวงหาสินค้าราคาย่อมเยา และยังเป็นอีกช่องทางที่ช่วยโปรโมตสินค้าให้แก่ร้านค้าใหม่ โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาสามารถสร้างการเติบโตได้เฉลี่ยเกือบ 6 เท่า
  • เงินคืนทุกวัน (Daily Cashbackโปรแกรมล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว ซึ่งช่วยเพิ่มการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ลาซาด้ายังได้เปิดตัวโปรแกรมผู้ขายใหม่ โดยลาซาด้ามีผู้ขายที่สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีที่แล้ว

และเพื่อสนับสนุนร้านค้าใหม่ให้คว้าโอกาสในช่วงเวลาทองของการขายของออนไลน์ในมหกรรมช้อปครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีที่กำลังจะมาถึง ลาซาด้ายังได้เตรียมสิทธิประโยชน์ต่างๆ ถึง รายการให้ผู้ขาย ได้แก่

  1. บริการที่ปรึกษาส่วนตัว ให้เริ่มต้นเปิดร้านได้อย่างรวดเร็ว
  2. บัดดี้ร้านค้า โปรแกรมจับคู่ผู้ขายที่มีประสบการณ์กับผู้ขายหน้าใหม่เพื่อให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน
  3. LazExpert กูรูจากโปรแกรม Lazada University ที่จะมาสอนเคล็ดลับเด็ดๆ ในการขาย
  4. แคมเปญพิเศษสำหรับผู้ขายใหม่เพื่อเพิ่มยอดการมองเห็น
  5. ฟรีค่าธรรมเนียมการขาย 0% เป็นระยะเวลา 1 เดือน
  6. ฟรีค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วมโปรแกรม Free Shipping Max เป็นเวลา 1 เดือน
  7. ฟรีค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วมโปรแกรม Daily Cash Back เป็นเวลา 1 เดือน
  8. คูปองพิเศษที่จะช่วยเพิ่มยอดขาย
  9. คูปองจัดส่งฟรีสำหรับร้านค้า

ลาซาด้ามุ่งมั่นที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีทุกสิ่งที่ใจค้นหาสำหรับนักช้อปไทย ด้วยเหตุนี้ทีมงานของเราทุกคนจึงทำงานอย่างเต็มที่ในทุกวันร่วมกับร้านค้าต่างๆ ในการหาสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพมาอยู่บนแพลตฟอร์มของเรา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไปพร้อมกับช่วยร้านค้าให้ประสบความสำเร็จ” นายวีระพงศ์ กล่าวสรุป

สามารถรับชมงานสัมมนา “Lazada Seller Opportunity Day 2021: เปิดร้านปัง ยอดขายเปรี้ยงไปกับลาซาด้า ย้อนหลังได้ทางเฟซบุ๊กเพจ Happy Selling โดยคลิกที่ลิงก์ https://www.facebook.com/events/1050667188809280 หรือสแกนที่ QR Code ด้านล่าง

Qr code

Description automatically generated

หอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) และเฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรสประกาศการร่วมมืออย่างเป็นทางการในการสนับสนุนโลจิสติกส์เพื่อการส่งออกและนำเข้าสินค้าจากทวีปยุโรป

 


ตัวแทนจากหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) และเฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ซ้ายไปขวา): คุณเอ็มเจ เจฟเฟอร์จี หัวหน้าฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด (TICC) คุณมิเคลเล โทเมอา เลขาธิการใหญ่ (TICC) คุณสิทธิชัย มหาจันทนาภรณ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย และ คุณบุญธิดา รัตนวิไลกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ร่วมถ่ายภาพกับการทำงานร่วมกัน

 

กรุงเทพฯ – 29 ตุลาคม 2564 –  หอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) และเฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (FedEx Express) บริษัทในเครือเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (FedEx Corp.) (NYSE: FDX) ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศการร่วมมือกันอย่างเป็นทางการในการสนับสนุนโลจิสติกส์ที่สำนักงานใหญ่ของเฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรสในกรุงเทพฯ โลจิสติกส์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและลดต้นทุนในซัพพลายเชน การร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) ที่ต้อนรับเฟดเอ็กซ์เป็นพาร์ทเนอร์หลักในด้านโลจิสติกส์และบริการการขนส่งต่างๆ อีกทั้งเป็นสัญญาณของจุดเริ่มต้นในการเดินหน้าเข้าสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาส นอกจากการยืนยันถึงการค้าขายที่ราบรื่นระหว่างสองประเทศแล้ว สมาชิกหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) และธุรกิจชุมชนจะพบกับความสบายใจในทุกการขนส่งตั้งแต่ต้นจนจบ

 

คุณมิเคลเล โทเมอา เลขาธิการใหญ่ของหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) ยกย่องการร่วมมือนี้เป็นจุดสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมั่นในเฟดเอ็กซ์สำหรับการจัดส่งสินค้าได้ทุกรูปแบบ

 

ก่อนหน้าช่วงการระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ยอดการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศอิตาลีอยู่ที่ 1.73 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีด้วยยอดเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 4% ทุกปีตั้งแต่ปี 2538 ในขณะที่ยอดการส่งออกสินค้าจากประเทศอิตาลีมายังประเทศไทยอยู่ที่ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐด้วยยอดเฉลี่ยต่อปีที่เพิ่มขึ้น 1.84%

 

ข้อมูลการวิจัยตลาดบ่งชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์และการบริการต่างๆจากประเทศไทยเป็นที่ต้องการในประเทศอิตาลี รวมถึงในตลาดทวีปยุโรป ด้วยแรงสนับสนุนจากเฟดเอ็กซ์ การขนส่งข้ามพรมแดนและโลจิสติกส์จะกลายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นสำหรับการขนส่งพัสดุในรูปแบบต่างๆ อทิเช่น แพ็คเกจ เอกสาร และผลิตภัณฑ์โดยทั่วไป การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าในทุกขั้นตอนของซัพพลายเชน รวมถึงการทำธุรกิจอย่างราบรื่นสำหรับสมาชิกหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) และธุรกิจชุมชน

 

 

คุณเอ็มเจ เจฟเฟอร์จี หัวหน้าฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดของหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจไม่ว่าจะขนาดใดก็ตาม ก็จะได้รับผลประโยชน์และข้อเสนอพิเศษผ่านการร่วมมือครั้งนี้ การร่วมมือกันอย่างเป็นทางการในการสนับสนุนโลจิสติกส์จะช่วยให้ธุรกิจชุมชนได้รับผลประโยชน์ผ่านเครือข่ายของเฟดเอ็กซ์เพื่อสนับสนุนทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นการขนส่งตัวอย่างสินค้า เอกสารทางธุรกิจ ไปจนถึงการบริหารจัดการความซับซ้อนของซัพพลายเชน

 

“ทางเรายินดีเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) อย่างใกล้ชิดเพื่อเปิดตัว ‘Official Logistics Collaboration’ นอกเหนือจากการบริการและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เฟดเอ็กซ์มอบให้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับสมาชิกหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) และธุรกิจชุมชนแล้ว เจ้าของธุรกิจยังสามารถเข้าร่วมเวิร์คช็อปในเรื่องโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชั่นนวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์กับซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย” คุณเทียนหลง วูน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทยกล่าว

 

“THE CLOUD” ไอคอนประจำอาคาร “เมเจอร์ ทาวเวอร์ พระราม 9-รามคำแหง” แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ช่วยเติมสีสันและรอยยิ้มให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ

 


หลังจากคลายมาตรการล็อคดาวน์ ช่วง พ.ย.นี้ จึงถือเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ผู้คนเริ่มมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตตามปกติมากขึ้น หลายองค์กรเปิดให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานและพบปะกันที่ออฟฟิศตามปกติ หลังจากที่ต้อง Work From Home และ Work From Anywhere กันมาพักใหญ่ เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ผู้พัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งใหม่พร้อมเข้าอยู่ ย่าน New CBD ภายใต้ชื่อ “เมเจอร์ ทาวเวอร์ พระราม – รามคำแหง” จึงเตรียมไอคอนที่เป็นเอกลักษณ์ “The Cloud” มาไว้ที่อาคารสำนักงานและเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อต้อนรับชาวออฟฟิศที่จะกลับเข้าทำงานอีกครั้งกับฟังก์ชันตอบรับการทำงานแบบ Next Normal 

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการ Work From Home กันมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้วัฒนธรรมการทำงานและพฤติกรรมความต้องการฟังก์ชันในอาคารสำนักงานเปลี่ยนแปลงไปมาก เมเจอร์ ทาวเวอร์ พระราม – รามคำแหง จึงเป็นอีกหนึ่งสำนักงานให้เช่า ที่มาพร้อมฟังก์ชันรองรับการทำงานยุค Next Normal มุ่งยกระดับการทำงานเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในทุกรูปแบบ 

เมเจอร์ ทาวเวอร์ พระราม – รามคำแหง มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมของผู้ใช้งาน โดยนำแนวความคิดที่มีความเฉพาะตัวด้วยคอนเซปต์  “Art Gallery and Museum มีความโดดเด่นทางด้านดีไซน์ และมีคุณค่าทางศิลปะ เพื่อให้เป็นพื้นที่ทำงานที่สามารถจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และเป็นออฟฟิศในฝันของคนรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์การทำงานอย่างมีคุณภาพ ตัวอาคารได้รับการออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Mid-Century Modern ที่มาพร้อมเสน่ห์และมีเอกลักษณ์เหนือกาลเวลา เนื่องจากงานออกแบบยังคงอิงกับธรรมชาติเป็นหลัก และมีความเรียบง่ายตรงไปตรงมา โดยเมเจอร์ ทาวเวอร์ พระราม 9 – รามคำแหง ได้ออกแบบงานสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงความยั่งยืน ทำให้อาคารแห่งนี้เป็นพื้นที่ศักยภาพสำหรับทุกองค์กร  

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เตรียมไอคอนอันเป็นซิกเนเจอร์ใหม่ของอาคาร มาพร้อมต้อนรับการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติของผู้คือ คือประติมากรรม “The Cloud” หรือ “น้องก้อนเมฆ” จำนวน ตัว โดยตัวที่สูงที่สุดมีความสูงกว่า 4.5 เมตร ภายใต้การออกแบบของศิลปินชื่อดั โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี เพื่อมาสร้างสีสันและส่งมอบกำลังใจให้โลกแห่งการทำงานมีแต่รอยยิ้มและความสุข รวมถึงเป็นตัวแทนแสดงถึงไลฟ์สไตล์ผู้คนในช่วงเวลานั้นๆ โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบThe Cloud” มาจากจินตนาการแปรเปลี่ยนรูปร่างของเมฆธรรมชาติสร้างให้แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เวลา ความคิด และจินตนาการของคนมอง เป็นสีสันแห่งจินตนาการให้คนรู้สึกสนุกและตื่นเต้นทุกครั้งที่มองเมฆเป็นรูปทรงอะไรสักอย่าง สำหรับประติมากรรมชิ้นนี้ ออกแบบรูปร่างให้ดูคล้ายแมวผสมเสือสีขาว ด้วยลักษณะของเมฆที่เบา นุ่ม สะอาด อ่อนโยน ถูกสร้างขึ้นให้มีขนาด สัดส่วน ที่ใหญ่กว่าปกติหลายเท่า ผสานกับความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร เกิดเป็น “เมฆ” ที่โดดเด่น 

สำหรับ The Cloud” อวดโฉมอยู่ที่อาคาร เมเจอร์ ทาวเวอร์ พระราม – รามคำแหง เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยออกแบบให้ดูชิลล์ๆ เป็นกันเอง ที่มาพร้อมเสน่ห์และมีเอกลักษณ์คลาสสิค ตั้งอยู่ที่โซนด้านนอกอาคาร จำนวน ตัว ในลักษณะนั่งและยืน ภายในอาคารชั้น Lobby ได้นำมาโชว์ความคิ้วท์จำนวน ตัว ทำหน้าที่ต้อนรับวันเริ่มต้นทำงานด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น ช่วยสร้างให้บรรยากาศการเดินเข้าอาคารรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมที่จะปฏิสัมพันธ์กับผู้คนโดยรอบ ให้รู้สึกสนุกและเกิดรอยยิ้มในทุกๆ วันที่มาทำงาน 

นางสาวเพชรลดา กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป การทำงานต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น การสร้างบรรยากาศออฟฟิศและสถาปัตยกรรมให้สอดคล้องกัน จะช่วยเติมไฟดึงประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความกระตือรือร้นและความประทับใจให้พนักงานทุกคน 

อาคารสำนักงาน เมเจอร์ ทาวเวอร์ พระราม – รามคำแหง เป็นอาคารสูง 27 ชั้น ตั้งอยู่บนจุดตัดถนนพระราม และถนนรามคำแหง มีพื้นที่เช่าทั้งหมดประมาณ 27,072 ตร.ม. และพื้นที่เช่าสำหรับสำนักงานแต่ละชั้นขนาดประมาณ 1,200 ตร.ม. ประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงาน และพื้นที่ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ คาเฟ่ รองรับบริเวณ ชั้น พร้อมพื้นที่สวนสีเขียว บนชั้นที่ รายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ พร้อมอาคารกระจกโดยรอบ สามารถมองวิวได้ 360 องศาทุกชั้น มีสวนสีเขียวสำหรับนั่งพักผ่อนหรือเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย CCTV และ EV charger station และเทคโนโลยีครบครันเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน เดินทางสะดวกด้วย Airport Rail Link สถานีรามคำแหง เพียงแค่ 600 เมตรเท่านั้น รวมทั้งยังใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้ม สายรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีรามคำแหง 12 ช่วงศูนย์วัฒนธรรม--มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เพียง 300 เมตร เดินทางสะดวกผ่านทางด่วนรามอินทรา นอกจากนี้โซนชั้น Lobby มีร้านค้าที่เปิดให้บริการแล้ว อาทิ QQ Dessert, Amazon, Mama coffee เป็นต้น และร้าน 7-eleven ที่กำลังจะเปิดบริการ โดยรอบอาคารรายล้อมไปด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น The Mall รามคำแหง อีกฝั่งถนนยังใกล้กับ มีร้านอาหาร ศูนย์อาหาร ร้านค้าปลีก รายล้อมอาคารแบบไม่ต้องเดินไปไหนไกล 


สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานออฟฟิศ **ปัจจุบันโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้เช่าพื้นที่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Sole Agent CBRE โทร 02-119-1500 


ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...