วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566

แอลจียืนหนึ่งแบรนด์เครื่องซักผ้าในใจของผู้บริโภค คว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2023

 


กรุงเทพฯ, 3 เมษายน 2566 – บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ยังคงตอกย้ำความสำเร็จในฐานะผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก ด้วยรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ประจำปี พ.ศ. 2566 ในฐานะแบรนด์ที่สามารถครองอันดับหนึ่งในใจของผู้บริโภคในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มเครื่องซักผ้า ซึ่งมาจากผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรรมโดยคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก อีกทั้งยังสอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการบุกเบิก ‘นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ หรือ ‘Innovation for a Better Life’

 

คุณอาภัสรา สังขวิจิตร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ยังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งเราเชื่อว่าความสำเร็จดังกล่าวมาจากการที่เราไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สำหรับในช่วงปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เราจึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ล้ำสมัยและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็น LG WashTowerTM ที่ผสานรวมเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าไว้ในเครื่องเดียวกันในรูปแบบทาวเวอร์ พร้อมเทคโนโลยี Smart Pairing ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานประหยัดเวลาในการซักและอบผ้า โดยจดจำการตั้งค่าของเครื่องซักผ้าที่เหมาะสมที่สุดกับน้ำหนักและเนื้อผ้าแต่ละชนิด และใช้การตั้งค่าชุดเดียวกันเพื่อเตรียมเครื่องอบผ้าให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ฟังก์ชัน AI DD™ ระบบถนอมเนื้อผ้าอัจฉริยะ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคผ่านบิ๊กดาต้า เพื่อนำเสนอรูปแบบการหมุนของถังซักที่เหมาะสมที่สุดกับน้ำหนักและเนื้อผ้าแต่ละชนิด ช่วยทำความสะอาดผ้าได้ล้ำลึกและอ่อนโยน ลดการเสียหายของเนื้อผ้าได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงระบบจ่ายน้ำยาซักผ้าอัตโนมัติ (Auto Dose) ที่ช่วยคำนวณปริมาณน้ำยาซักผ้าที่เหมาะสมต่อการซักในแต่ละครั้ง และการออกแบบเครื่องซักผ้าโดยเพิ่มความสามารถในการซักด้วยถังซักที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังคงขนาดภายนอกของเครื่องซักผ้าไว้เท่าเดิม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่มีพื้นที่อยู่อาศัยในขนาดที่จำกัด เป็นต้น”

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 02-057-5757 และดูข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมติดตามกิจกรรมต่างๆ จากแอลจีได้ทาง

 

Qr code

Description automatically generated

 

“โซคิ้วบ์ - XO CUBE” กาแฟสดรูปแบบก้อนฟรีซดราย เจ้าแรกในไทย ระเบิดศึกตลาดกาแฟ 3-in-1 ชูความต่าง “ล็อค ความ สด” ชิงส่วนแบ่งปีแรก 160 ล้านบาท

 


“คิง ฟรีซ แอนด์ ดราย” เดินเกมรุกตลาดกาแฟ ส่งแบรนด์ “โซคิ้วบ์ - XO CUBE” กาแฟสดรูปแบบก้อนฟรีซดราย เจ้าแรกในประเทศไทย ปลดล็อคกาแฟแบบซอง 3in1 ฉีกทุกกฎด้วยกระบวนการพิเศษ Taste LOC รสเข้ม เต็มก้อน ล็อคความสด 93% ตอบโจทย์เติมความสะดวกคนรักกาแฟรวม 3 รสชาติ XO CUBE 3-in-1, Mocca และ Americano พร้อมลุยตลาดด้วยกลยุทธ์ D-R-I-N-K ชิงยอดขาย 1% หรือ 160 ล้านบาทจาก 33,000 ล้านบาทของตลาด 3-in-1 ในปีแรก มั่นใจเป็นตัวเลือกช่วยเพิ่มอัตราการดื่มกาแฟคนไทย ทะยานสู่เจ้าตลาดกาแฟตัวจริง

 

นายปิติพัฒน์ ตันติวีรสุต ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท คิง ฟรีซ แอนด์ ดราย จำกัด เผยถึงความเป็นมาของแบรนด์ว่า “บริษัท คิง ฟรีซ แอนด์ ดราย จำกัด เราคือหนึ่งในกลุ่มบริษัทคิง คอฟฟี่ จำกัด    ที่คร่ำหวอดในวงการกาแฟมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราจึงมีความเชี่ยวชาญอย่างสูงในธุรกิจกาแฟ เริ่มตั้งแต่การคัดสายพันธุ์กาแฟจากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ไปจนถึงขั้นตอนการผลิตกาแฟในรูปแบบต่างๆ ที่ทันสมัยและตรงตามมาตรฐานสากล

ครั้งนี้นับเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง ที่เราตั้งใจสร้างความต่างในธุรกิจตลาดกาแฟในประเทศไทย ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ “กาแฟรูปแบบก้อน แบรนด์ โซคิ้วบ์ - XO CUBE” ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย และเราเป็นโรงงานแห่งแรกในประเทศไทย ที่จะมาทะลายภาพการดื่มกาแฟสำเร็จรูปแบบเดิมไปโดยสิ้นเชิง ฉีกทุกเงื่อนไขของรสสัมผัสของกาแฟแบบซอง 3in1 ด้วยขั้นตอนการบ่มและคั่วเมล็ดกาแฟคงที่ ประกอบกับเรามีการลงทุนสร้างสายงานผลิตใหม่ทั้งหมดให้ได้กาแฟสดฟรีซดรายรูปแบบก้อน ที่เป็นนวัตกรรมกาแฟสำเร็จรูปรายแรก เพื่อให้นักดื่มกาแฟชาวไทยได้รสและกลิ่นเต็มเมล็ด ไม่เสียรสชาติแบบการผลิตเดิม ในราคาที่เอื้อมถึงได้เพียง 8.6-10 บาทต่อก้อน”

“XO CUBE” หรือชื่อภาษาไทยว่า “โซคิ้วบ์” เป็นนวัตกรรมใหม่ของกาแฟ ในรูปแบบของ “กาแฟสด     ฟรีซดรายแบบก้อน” ซึ่งจัดเป็นแบรนด์แรกและโรงงานแห่งแรกในประเทศไทย ที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าลักษณะพิเศษนี้ออกมา สร้างความแตกต่างและความสะดวกในการชงมากกว่ากาแฟสดฟรีซดรายทั่วไปในตลาดเมืองไทย ที่อยู่ในรูปแบบผงบรรจุขวด ทำให้ผู้บริโภคไม่เข้าใจในคุณสมบัติที่แตกต่าง และยังมีราคาสูงกว่ากาแฟทั่วไปถึง 2 เท่าจากการนำเข้ามาจากต่างประเทศ”

 

ทางด้าน นางสาวรัชนู ผลทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนานวัตกรรมสินค้า บริษัท คิง ฟรีซ แอนด์ ดราย จำกัด อธิบายว่า “จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Food Engineering ให้ข้อมูลว่ากาแฟเทคโนโลยีฟรีซดราย (Freeze-dried coffee technology) สามารถคงความสดของกาแฟไว้ได้ถึง 93% เมื่อเทียบกับกาแฟสด โดยกาแฟผงทั่วไปจะใช้วิธีการอบลมร้อนแบบสเปรย์ดราย ด้วยอุณหภูมิสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส แตกต่างจาก XO CUBE จะใช้ขั้นตอนนำเมล็ดกาแฟสดมาคั่วบดและผสมกับส่วนผสมสำคัญทั้งหมด ก่อนนำมาแช่แข็งในอุณหภูมิต่ำ -40 องศาเซลเซียส จากนั้นขึ้นรูปเป็นกาแฟก้อน และระเหิดไล่ผลึกน้ำออกจากกาแฟทั้งหมด จึงทำให้สามารถเก็บล็อคความสด กลิ่นหอม และรสชาติที่ดีได้อย่างมาก”

 

ความที่แต่ก่อนกาแฟฟรีซดรายมีการทำตลาดค่อนข้างน้อย XO CUBE จึงมองที่การมุ่งให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งที่สุด เรามีการปล่อย TVC ที่สื่อสารถึงนวัตกรรมกาแฟฟรีซดรายแบบง่ายต่อความเข้าใจ ให้เขาได้สนใจอยากลองดื่มดูสักครั้ง เพื่อรับรู้ถึงคำกล่าวจากกระบวนการของ XO CUBE ที่ว่าสามารถล็อครสชาติไว้ได้ดี หรือ Taste LOC ล็อค ความ สด เพียงหย่อนลงในน้ำร้อนก็พร้อมดื่มด่ำกาแฟรสเยี่ยมได้ทันทีนั่นเอง จึงเหมาะกับผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟสำเร็จรูปและมองหากาแฟรสชาติดี ราคาไม่แพง หรือผู้ที่ซื้อกาแฟดื่มจากร้าน แต่ต้องการความสะดวกมากขึ้น”

 

นายปิติพัฒน์ กล่าวเสริมว่า “แบรนด์ XO CUBE จัดอยู่ในกลุ่มสินค้ากาแฟสำเร็จรูปเพื่อใช้บริโภคในบ้านและสำนักงาน หรือในหมวดหมู่ของ “ตลาดกาแฟในบ้าน” ซึ่งมีมูลค่ากว่า 33,000 ล้านบาท หรือราว 53% จากตลาดกาแฟในประเทศไทย มูลค่า 60,000 ล้านบาท และสถาบันอาหารแห่งประเทศไทย ประเมินว่าจะเติบโต 5.3% ต่อปี ประกอบกับข้อมูลอัตราการดื่มกาแฟต่อหัวต่อคน (Per Capital Consumption) ของไทย ในเว็บไซต์ Statistica.com อยู่ที่ 300 แก้ว/คน/ปี ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในประเทศพัฒนาแล้วประมาณ 100 แก้ว/คน/ปี จึงมีช่องว่างให้ตลาดกาแฟในเมืองไทย และ XO CUBE เติบโตได้อีกมาก

 

ถ้ามองลึกลงไปตลาดกาแฟในบ้าน เราจะเห็นว่าสัดส่วนกว่า 50% มาจากกาแฟ 3-in-1 ซึ่งส่วนแบ่งนี้เป็นผลจากการตอบโจทย์ผู้บริโภคด้านราคา ขณะเดียวกันด้วยตัวผลิตภัณฑ์ที่มีข้อแตกต่างน้อยมากในตลาด ก็นับเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกสินค้าทดแทนแบรนด์อื่นได้ง่ายเช่นกัน XO CUBE จึงเลือกแข่งขันโดยใช้ความแข็งแกร่งด้านการหาซื้อวัตถุดิบที่ดีที่สุดในราคาที่ดี และความชำนาญในการผลิตเชิง Economy of Scale จากโรงงานมาตรฐานสูง ออกสินค้าให้เลือก 3 รสชาติ รวม 4 SKU ในราคาที่ไม่สูงมาก ได้แก่ XO CUBE 3-in-1 ขนาด 4 ชิ้นและ 10 ชิ้น, XO CUBE Mocca และ XO CUBE Americano”

 

“และนอกจากความต่างในเชิงคุณภาพ บริษัทฯ ยังนำ “กลยุทธ์ D-R-I-N-K” เข้ามาเป็นแกนในการพลิกโฉมตลาด 3-in-1 มูลค่า 16,000 ล้านครั้งนี้   โดยเริ่มจาก


·               D- Distribution หรือการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงทั้งในห้างโมเดิร์นเทรดและช่องทางออนไลน์

·       R- Ranges มีสินค้าให้เลือกหลากหลายในราคาสมเหตุสมผล

·       I - Innovation เป็นนวัตกรรมฟรีซดราย กาแฟสำเร็จรูปแบบก้อนครั้งแรกของเมืองไทย

·       N- Neo ความโมเดิร์นทันสมัยทั้งภาพลักษณ์   แบรนด์และแพคเกจจิ้ง

·       K - Knowledge หรือความเชี่ยวชาญของบริษัทที่มุ่งเน้นทำ R&D ด้านกาแฟและผู้บริโภคอย่างรอบคอบ

  

“สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย เรารุกตลาดอย่างเต็มรูปแบบทั้งในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ คลอบคลุมไปถึงช่องทางออนไลน์ชั้นนำทั้ง Shopee และ LAZADA ที่อัดเต็มด้วยโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ มากมายที่มีมาให้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังมีคอมมูนิตี้สำหรับคนรักกาแฟทั้งทาง Facebook : xocube , เว็บไซต์ www.xocubefreezedry.com พร้อมช่องทาง LINE ที่ @xocube หรือคลิก https://lin.ee/iOw0TRj ที่พร้อมเสิร์ฟทั้งข้อมูลอันเป็นประโยชน์, โปรโมชั่นดีดีและกิจกรรมน่าสนใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

และในการลงสนามปีแรกนี้ เราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 160 ล้านบาทหรือ 1% ในตลาด 3-in-1 มูลค่า 16,000 ล้าน รวมถึงเป้าหมายเป็นแบรนด์เจ้าแรกที่เข้ามาพลิกวงการตลาดกาแฟไทย และมีส่วนสำคัญในการเพิ่มอัตราการดื่มกาแฟของคนไทย ก่อนจะขยับขยายรุกตลาดไปยังประเทศที่มีอัตราการดื่มกาแฟสูงต่อไป”

“คิง ฟรีซ แอนด์ ดราย เชื่อว่าคุณภาพของ XO CUBE ดีพอที่จะกลายเป็นบริบทใหม่มาทะลายทุกกฎของการดื่มกาแฟเดิม ๆ เรานำประสบการณ์ 20 ปี มาปรับใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของกาแฟฟรีซดราย และมีการลงทุนด้านเครื่องจักร โรงงาน ที่ดิน รวมกว่า 100 ล้านบาท รวมถึงงบทำการตลาดอีกร่วม 30 ล้านบาท ในการดำเนินกลยุทธ์ D-R-I-N-K และกระจายสินค้าให้ผู้บริโภคได้ทดลองดื่มอย่างกว้างขวางที่สุดเป็นจำนวน 100,000 ก้อนทั่วประเทศ” นายปิติพัฒน์ ทิ้งท้าย

ให้สงกรานต์นี้เป็นมากกว่าความสนุก ยกระดับ SME ท่องเที่ยวทั่วไทย ผ่านความร่วมมือระหว่าง ททท. และ TikTok

 


เพื่อฉลองความสุขให้ชุ่มฉ่ำทั่วไทย ให้สงกรานต์นี้เป็นมากกว่าความสนุก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ TikTok สานต่อความร่วมมือ สนับสนุนและยกระดับ SME ไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเนื่องในช่วงเทศกาลวันหยุดสงกรานต์นี้ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ #TikTokสงกรานต์ทั่วไทย นำโดย คุณชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy - Thailand, TikTok  แพลตฟอร์มความบันเทิงที่สนับสนุนให้ทุกคนกล้าแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ในการทำคอนเทนต์รูปแบบใหม่ คอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกให้ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่แตกต่าง และที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

 

หลังจากสถานการณ์ Covid-19 ในประเทศไทยเริ่มคลี่คลาย หลาย ๆ ธุรกิจเริ่มกลับมาดำเนินการปกติ รวมถึงหลาย ๆ ประเทศได้มีการผ่อนปรนมาตรการและเปิดประเทศทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มออกเดินทางได้อย่างอิสระมากขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวไทยรวมถึงต่างชาติเดินทางในประเทศไทยมากขึ้น และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง ซึ่งการท่องเที่ยวถือเป็นเหมือนหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับในการกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้นและเพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป การร่วมมือระหว่าง ททท. และ TikTok เพื่อส่งเสริมกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ SME ไทย จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมและสามารถช่วยยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

คุณนิธิ สีแพร รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ททท. เตรียมมอบความสุขรับปีใหม่ไทย จัดกิจกรรมเทศกาล “เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2566” ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2566 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการต่อยอดประชาสัมพันธ์ Soft Power – F Festival ประเพณีไทยควบคู่กับการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนตามแนวคิด BCG และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ททท. โดยด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา เล็งเห็นความสำคัญของนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมก้าวสู่ Smart Tourism จึงได้ร่วมกับ TikTok ซึ่งเป็น Digital platform ที่กำลังได้รับความสนใจและความนิยมอยู่ในขณะนี้ เปิดตัวกิจกรรม #TikTokสงกรานต์ทั่วไทย  เพื่อร่วมส่งมอบคุณค่าและความหมายของการท่องเที่ยวไทย (Meaningful Travel) โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experience-based-Tourism) และช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ในรูปแบบดิจิทัล ตามแนวคิดแคมเปญ “Moment ที่ใช่ สร้างได้ ไม่ต้องรอ” เพื่อสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ออกเดินทางไปสร้างช่วงเวลาดี ๆ สร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและยั่งยืน สร้างโมเมนต์และความทรงจำที่ดีในทุกการเดินทาง  และเชื่อมโยงผู้คนให้เฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ร่วมกันได้อย่างไร้ข้อจำกัดและพรมแดน อีกทั้งเป็นการต่อยอดนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยขยายการรับรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ด้วย สำหรับแคมเปญ #TikTokสงกรานต์ทั่วไทย ททท. พิจารณาสนับสนุนแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พักโรงแรม สปา และร้านอาหาร มูลค่ากว่า 400,000 บาท ทั้งนี้ ททท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยทุกคนจะเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้”

 

คุณชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy - Thailand, TikTok กล่าวว่า "TikTok มุ่งเน้นในการสนับสนุนธุรกิจ SME มาตลอด โดยการควบรวม Shoppertainment trend กับนวัตกรรม E-commerce solution เพื่อต่อยอดความบันเทิงเป็นยอดขายช่วยขยายธุรกิจ การจับมือร่วมกับ ททท. TikTok มีเป้าหมายในการสร้าง "Togetherness Moment" หรือการใช้ช่วงเวลาที่ดีร่วมกันส่งต่อความสุขให้ทุกคน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับพี่น้องคนไทยในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ หรือปีใหม่ไทยนี้  ผ่านแคมเปญ #TikTokสงกรานต์ทั่วไทย ที่มียอดผู้ร่วมสร้างคอนเทนต์มากกว่า 7,000 วิดีโอและยอดวิวกว่า 20 ล้านครั้ง ทันทีหลังเปิดตัว"

 

นอกจากนี้ TikTok ไม่เพียงอยากมอบความสนุกแก่พี่น้องคนไทยเท่านั้น แต่แคมเปญยังมุ่งเน้นที่จะช่วยยกระดับธุรกิจ SME ถึง 9 กลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้าน ความงาม การศึกษา บันเทิง ครอบครัว เกม ข่าว คอมมูนิตี้ รวมถึง อาหารและการท่องเที่ยว ในการสร้างการรับรู้ และเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากยิ่งขึ้น เหมือนกระบอกเสียงส่งต่อคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์ให้กับผู้ใช้งานที่มีความสนใจเหมือนกัน ได้เชื่อมต่อกันได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในปีนี้ที่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม TikTok ที่ปัจจุบันมียอดเข้าชม #TikTokพาเที่ยว ถึง 4,900 ล้านครั้ง นอกจากนี้ยังมีการเก็บสถิติเพิ่มเติมที่สะท้อนถึงการเติบโตของคอนเทนต์สายที่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ ด้วย เช่น #Tiktokพากิน ที่มียอดเข้าชมรวมกว่า 40,000 ล้านวิว ที่บ่งบอกถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นของคอนเทนต์สายท่องเที่ยวอย่างมาก

 

การสานต่อความร่วมมือระหว่าง ททท. และ TikTok ในฐานะแพลตฟอร์มแห่งความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ และความบันเทิงในครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจส่งเสริมธุรกิจ SME ไทย และหวังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเหมือนหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างรวดเร็วและมั่นคง

 

โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ #TikTokสงกรานต์ทั่วไทย สามารถเข้าร่วมได้ เพียงทำคอนเทนต์รีวิวสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยที่อยากบอกต่อ และเช็คอินสถานที่เที่ยวนั้น ๆ พร้อมติด #TikTokสงกรานต์ทั่วไทย #เที่ยวให้สุดวันหยุดยาว #TikTokพาเที่ยว ลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่า 390,000 บาท จาก ททท. และ TikTok ระหว่างวันที่ 1-17 เมษายน 2566  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม S2O ให้ผู้ที่สนใจร่วมสนุกในรูปแบบ Offline กับประสบการณ์ TikTok ภายในงานระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2566 ณ Live Park พระราม 9

วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566

ค็อกพิทหนุนทัพสมาชิกแฟรนไชส์ทั่วประเทศ จัดงานประชุมประจำปี 2566 ชูกลยุทธ์เสริมแกร่งธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 


[กรุงเทพฯ] (30 มีนาคม 2566) - บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้การนำทัพโดย มร. เคอิจิ ชูมะ กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ จัดงาน “ประชุมประจำปี 2566 แก่สมาชิกแฟรนไชส์ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรค็อกพิท (Cockpit)” จาก 187 สาขาทั่วประเทศ เพื่อแสดงความขอบคุณที่ร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนที่ดี รวมถึงชี้แจงผลการดำเนินงานของปีที่ผ่านมาและทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ โดยชูกลยุทธ์ยกระดับการบริการลูกค้าที่คุ้มค่าและประทับใจ พร้อมทั้งเสริมความแกร่งให้ธุรกิจของสมาชิกแฟรนไชส์เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน


ค็อกพิทตอกย้ำความสำเร็จในปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ร่วมกับสมาชิกแฟรนไชส์เดินหน้ารุกกลยุทธ์สนับสนุนธุรกิจให้เติบโตครบในทุกมิติอย่างยั่งยืน พร้อมตั้งเป้าร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจขยายสาขาในปั๊มน้ำมัน, ไฮเปอร์มาร์เก็ต และคอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้าทั่วประเทศได้อย่างสะดวกสบายนอกจากนี้ยังเพิ่มความหลากหลายพร้อมสร้างมาตรฐานของแบรนด์สินค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับพัฒนาการให้บริการครบวงจรมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขาจากทีมช่างผู้ชำนาญการ ได้แก่ การให้บริการเปลี่ยนยางรถยนต์, เบรก, โช้คอัพ, แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง  และชุดบำรุงรักษารถยนต์ ทั้งยังมุ่งมั่นเสริมศักยภาพของทีมช่างผู้ชำนาญการทั่วประเทศ โดยพัฒนามาตรฐานการฝึกอบรมตลอดทั้งปีผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมแบบหน้างานและออนไลน์ และยังจัดแข่งขันมาตรฐานในแต่ละสาขาเพื่อพัฒนาการให้บริการลูกค้าให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัย


ค็อกพิทยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการลูกค้าที่คุ้มค่าและคล่องตัวด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบออนไลน์เพื่อสร้างความผูกพันของแบรนด์กับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยชูกลยุทธ์รองรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าให้เข้าถึงค็อกพิทได้อย่างมั่นใจด้วยภาพลักษณ์ของศูนย์บริการที่ทันสมัย ครบวงจร พร้อมนำเสนอข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลให้ลูกค้าได้ตรวจสอบข้อมูลของสินค้าและการให้บริการได้อย่างแม่นยำ มอบความอุ่นใจและความปลอดภัย ยกระดับในทุกการเดินทางที่คุ้มค่าและประทับใจ ตอกย้ำสโลแกน “คุ้มครบไว อุ่นใจที่ค็อกพิท”   

HKTDC ร่วมมือกับ DoJ จัดงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Resolve2Win’ Legal Services of Hong Kong Opportunities for All บริการด้านกฎหมายครบวงจร ติดปีกธุรกิจการค้าไทยในฮ่องกงเติบโตก้าวกระโดด

 


องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ในฐานะผู้จัดงาน ร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรมฮ่องกง (DoJ) จัดงานสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ Resolve2Win’ Legal Services of Hong Kong Opportunities for All บริการด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากผู้เชี่ยวชาญ
พร้อมคำแนะนำจัดการความเสี่ยง และระงับข้อพิพาททางการค้าผู้ประกอบการไทย
สร้างโอกาสธุรกิจเติบโตใน กวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (
Greater Bay Area :GBA) ตั้งเป้าผลักดันฮ่องกงก้าวสู่ศูนย์กลางบริการด้านกฎหมายในเอเชียแปซิฟิก

กรุงเทพฯ — เช้าวันนี้ (16 มีนาคม 2566) องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ในฐานะผู้จัดงาน ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรมฮ่องกง (The Department of Justice) จัดงานสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาททางเลือก ในหัวข้อ “Resolve2Win Legal Services of Hong Kong Opportunities for All”
เพื่อผลักดันให้ฮ่องกงก้าวสู่ศูนย์กลางบริการด้านกฎหมาย และการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

การเปิดตัว “Resolve2Win Legal Services of Hong Kong Opportunities for All” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี ฉบับที่ 14  รวมถึงการลงนามในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า Greater Bay Area (GBA) เพื่อการบริการด้านกฎหมายและการระงับข้อพิพาทของฮ่องกง โดยมีผู้แทนประมาณ 30 คน จากภาคกฎหมายของฮ่องกง พร้อมด้วยนักกฎหมายไทย และผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน

 

ดร.แพทริค เลา รองผู้อำนวยการบริหาร องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) กล่าวว่า
การจัดงานสัมมนา
Resolve2Win Legal Services of Hong Kong Opportunities for All นับเป็นแนวคิดใหม่ของการให้บริการด้านกฎหมายของฮ่องกง การไกล่เกลี่ย และการระงับข้อพิพาททางการค้าผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่เปิดให้บริการแก่ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจในฮ่องกง รวมถึง “กวางตุ้ง-ฮ่องกง-
มาเก๊า”
Greater Bay Area (GBA) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ศักยภาพทางการค้า และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศการค้าอื่นได้ด้วย เช่น จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้

ทั้งนี้ ในแต่ละประเทศจะมีข้อกฎหมายในการทำธุรกิจที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ดังนั้นงานสัมมนา “Resolve2Win Legal Services of Hong Kong Opportunities for All” นับเป็นประโยชน์ และสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ประกอบการไทยเป็นอย่างมากในการรับรู้ถึงข้อดีของกฎหมายของฮ่องกง รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการ และการไกล่เกลี่ย เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยเลือกฮ่องกงเป็นแพลตฟอร์มการค้า และระงับข้อพิพาททางการค้า โดยในงานสัมมนาครั้งนี้เป็นการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายจากฮ่องกงและสถาบันอนุญาโตตุลาการ (THAC)  

“ในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าไทยในฮ่องกงสูงถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งงานสัมมนา Resolve2Win Legal Services of Hong Kong Opportunities for All นี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน และส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้กับผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยทาง HKTDC และกระทรวงยุติธรรมฮ่องกงเล็งเห็นความสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเรามุ่งหวังว่างานสัมมนาในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการไทย” ดร.แพทริค กล่าว

ด้าน คุณริมสกี้ หยวน ประธานสมาคมรับรองวิชาชีพผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแห่งฮ่องกง (HKMAAL)
กล่าวว่า การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้จะเป็นผลดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ซึ่งพบว่ามีบริษัทไทยมากกว่า 10 แห่งที่ยืนยันความตั้งใจที่จะใช้การไกล่เกลี่ยก่อนที่จะหันไปใช้วิธีอื่นในการแก้ปัญหา รวมถึงขั้นตอนการฟ้องร้องเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการทุกคนที่จะมาทำธุรกิจในฮ่องกงได้เป็นอย่างดี

คุณ ซี.เอ็ม.ชาน ประธานสมาคมกฎหมายแห่งฮ่องกง กล่าวว่า สมาคมกฎหมายแห่งฮ่องกงได้เข้ามามีบทบาทในงานสัมมนานี้ เพื่อช่วยแนะนำผู้ประกอบการไทยได้เข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย และเข้าถึงกฎหมายที่ควรรู้ พร้อมทั้งเตรียมรับมือหากเกิดข้อพิพาทการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ปัจจุบัน ในฮ่องกงมีทนายความมากถึง 1,400 คน จาก 34 ประเทศที่ดำเนินการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจทั้งในฮ่องกง รวมถึง “กวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า”  Greater Bay Area (GBA) พื้นที่ศักยภาพทางการค้าแห่งใหม่ในฮ่องกง เป็นโอกาสใหม่ ๆ ด้านการค้าที่จะใช้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อไปยังอีกหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“ทางสมาคมฯ หวังว่าจะได้มีโอกาสร่วมมือกับทาง HKTDC ในการนำเสนอและผลักดันกฎหมายที่มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทย ทั้งเป็นการช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทยในด้านอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต พร้อมกันนี้ก็มีความคาดหวังว่า ฮ่องกง จะเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้
”
คุณ ซี.เอ็ม.ชาน กล่าว

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) โทร. 02-343-9000 หรือ www.hktdc.com


สตาร์บัคส์ ประเทศไทย จับมือ แกร็บ เปิดตัวบริการใหม่ 'Self Pick-Up' ตอบสนองความสะดวกสบายของลูกค้า พร้อมมอบ ‘ประสบการณ์สตาร์บัคส์’ ที่ดีกว่าเดิม เพื่อเฉลิมฉลองฤดูร้อนที่จะมาถึง - สตาร์บัคส์ได้เตรียมแก้ว Starbucks Reusable Cups ให้กับลูกค้าที่ใช้บริการใหม่นี้

 


กรุงเทพฯ 30 มีนาคม 2566 – สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ผู้นำด้านร้านกาแฟ ผนึกความร่วมมือกับ แกร็บ ผู้นำซุปเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวบริการใหม่ล่าสุด 'Self Pick-Up' พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน เป็นต้นไป โดยบริการสุดล้ำนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถสั่งเครื่องดื่มและอาหารผ่านแอปพลิเคชัน Grab และไปรับที่ร้านสตาร์บัคส์ได้ภายใน 15 นาที โดยไม่มีค่าบริการจัดส่ง ซึ่งสตาร์บัคส์หวังว่าบริการ 'Self Pick-Up' จะช่วยมอบ ประสบการณ์สตาร์บัคส์ ที่ดีที่สุดผ่านแฟลตฟอร์มที่มีคุณภาพให้ลูกค้าเลือกใช้งานตามความต้องการอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มให้บริการที่ร้านสตาร์บัคส์ 320 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดและเพื่อเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นสำหรับการเปิดตัวบริการใหม่นี้ ลูกค้าที่สั่งเครื่องดื่มมูลค่า 200 บาทขึ้นไปจากบริการ ‘Self Pick-Up’ ผ่านแอปพลิเคชัน Grab พร้อมใส่โค้ด FREECUP จะได้รับแก้ว Starbucks Reusable Cup ฟรี! ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เม.ย. หรือจนกว่าสินค้าจะหมด*

 

คุณสุมนพินทุ์ โชติกะพุกกณะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “สตาร์บัคส์มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ แกร็บ แอปพลิเคชันสั่งอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งในไทย เพื่อมอบ ประสบการณ์สตาร์บัคส์ ขั้นสูงสุดผ่านบริการใหม่อย่าง ‘Self Pick-Up’ โดยบริการล่าสุดนี้ พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ปรับตัวตามแนวโน้มการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มลูกค้าออฟฟิศที่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตในรูปแบบปกติมากขึ้น แต่ยังคงมองหาความรวดเร็วและความสะดวกสบายขณะใช้ชีวิตนอกบ้าน นำมาสู่ความร่วมมือกับ แกร็บ ประเทศไทย เพื่อมอบความสะดวกสบายที่สตาร์บัคส์ซึ่งเปรียบเสมือน ‘บ้านหลังที่ 3’ โดยลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับกาแฟและเครื่องดื่มคุณภาพเยี่ยมตามความสะดวกที่สุดของแต่ละคน เราตระหนักถึงไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านั้นในช่องทางและแพลตฟอร์มที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น”

 

นายจิรกิตต์ กว้างสุขสถิตย์ ผู้อํานวยการฝ่ายธุรกิจเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดฟู้ดเดลิเวอรีประเทศไทย แกร็บ มุ่งพัฒนาบริการและต่อยอดธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน โดยในช่วงโควิดที่ผ่านมาเราได้เริ่มทดลองให้บริการ Self Pick-Up หรือ ‘รับเองที่ร้าน’ ร่วมกับสตาร์บัคส์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าหลายราย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการแกร็บฟู้ดที่ต้องการรับอาหารด้วยตัวเองที่หน้าร้านโดยไม่ต้องเสียค่าส่ง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ ดังนั้น ในปีนี้แกร็บจึงเตรียมรุกทำตลาดสำหรับบริการนี้อย่างจริงจัง สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กลับมาใช้ชีวิตปกติหลังสถานการณ์โควิดดีขึ้น โดยจะเน้นจับกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่คุ้นชินกับการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน แต่สะดวกที่จะไปรับอาหารหรือเครื่องดื่มด้วยตัวเอง และไม่อยากเสียเวลารอคิวที่หน้าร้าน โดยเฉพาะในย่านศูนย์กลางธุรกิจ อาคารสำนักงาน โครงการมิกซ์ยูส รวมถึงกลุ่มครอบครัวที่ออกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  โดยเราได้จับมือกับ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ผู้นำในด้านกาแฟ เปิดตัวบริการใหม่นี้อย่างเป็นทางการ พร้อมส่งโปรโมชันเด็ดเพื่อต้อนรับช่วงหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึง”

 

ผู้ใช้บริการแกร็บฟู้ดสามารถสั่งเครื่องดื่มแก้วโปรดและผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากร้านสตาร์บัคส์กว่า 320 สาขา ผ่านแอปพลิเคชัน Grab โดยเลือกเมนู Self Pick-Up และใส่โค้ด FREECUP เพื่อรับแก้ว Starbucks Reusable Cup ฟรี ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2566 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด)

 

 

ทั้งนี้ ในปี 2563 สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ได้ประกาศเปิดตัว ‘Mobile Order & Pick Up’ ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อและชำระเงินล่วงหน้า จากนั้นลูกค้าสามารถไปรับเครื่องดื่มและอาหารที่สั่งได้ที่เคาน์เตอร์สตาร์บัคส์ ฟีเจอร์นี้มีให้เฉพาะสมาชิก Starbucks® Rewards ผ่านแอปพลิเคชัน Starbucks® Thailand ในมือถือ พร้อมรับดาวจากทุกการสั่งซื้อ โดยลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการบนแพลตฟอร์มที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละคน เพื่อสัมผัสประสบการณ์สตาร์บัคส์ ที่ดีที่สุด

อีซูซุชวนลุ้นภารกิจสุดท้าทายกับหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายที่สุดในโลก ใน Isuzu V-Cross 4x4 Master Of All Roads Season 2 พร้อมกัน 1 เมษายนนี้

 


บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เชิญชวนทุกคนร่วมลุ้นภารกิจสุดท้าทายใน Isuzu V-Cross 4x4 Master of All Roads Season 2 กับหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายที่สุดในโลก
ขับโดยนักแข่งรถมืออาชีพ คุณสุวัฒน์ ลิ้มจิรภิญญา แชมป์ TWC THAILAND CROSS COUNTRY RALLY ปี 2022 รุ่น T1 พร้อมรับชมพร้อมกันในวันเสาร์ที่1 เมษายนนี้
เวลา 19:00 น. เป็นต้นไป

สำหรับปี 2565 ที่ผ่านมา โปรเจคพิเศษอย่าง Isuzu V-Cross 4x4 Master Of All Roads Season 1 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากทั้งผู้ชมและลูกค้าอีซูซุ ด้วยเรื่องราวของการออกเดินทางแบบท้าทายขีดจำกัดของชีวิต พิชิตเส้นทางและอุปสรรคต่าง ๆ ทุกรูปแบบในสถานที่สุด UNSEEN ของประเทศไทย ทั้งลงน้ำ ลุยโคลน ไต่หิน เรียกได้ว่าสนุกครบรส และในปีนี้ สำหรับ Isuzu V-Cross 4x4 Master Of All Roads Season 2 ได้เพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจด้วยการเพิ่มความท้าทายของเส้นทางและภารกิจให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อพิสูจน์สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมของรถปิกอัพ Isuzu V-Cross 4x4 ที่พร้อมลุยฝ่าทุกเส้นทาง

            คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “โปรเจคนี้ถือเป็นโปรเจคต่อยอดจาก Isuzu V-Cross 4x4 Master of All Roads Season 1 ที่จะทำให้ทุกคนได้เห็นภาพของ Isuzu V-Cross 4x4 ในมุมที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยเราได้ไปที่เมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งภาพที่ออกมาจะเต็มไปด้วยความท้าทายของเส้นทาง รวมถึงความสวยงามของบรรยากาศและสถานที่ อีกทั้งภารกิจในครั้งนี้ที่โหดกว่า อันตรายกว่าเดิม เราจึงได้เลือกคุณพีท สุวัฒน์ นักแข่งรถมืออาชีพและที่สำคัญคือเป็นผู้ใช้รถอีซูซุตัวจริงทั้งในชีวิตจริงและการแข่งขัน ที่จะขับรถ Isuzu V-Cross 4x4 ในการพิชิตภารกิจใน Isuzu V-Cross 4x4 Master of All Roads Season 2 เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนลุ้นและ สนุกกับการได้รับชมอย่างแน่นอนครับ”

            คุณสุวัฒน์ ลิ้มจิรภิญญา (พีท) นักแข่งรถมืออาชีพ กล่าวว่า “การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่มาพร้อมกับภารกิจสุดโหด ซึ่งผมต้องขับรถ Isuzu V-Cross 4x4 ไปในเส้นทางที่ทั้งสวยและโหด จุดหนึ่งที่เป็น Hi-Light เรียกว่า Skippers Road ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายที่สุดของโลก เพราะทางบางช่วงแคบมาก ไม่มีรั้วกั้น แถมเป็นเหวสูงระดับมากกว่า 200 เมตร แม้ผมจะเคยขับหรือแข่งมาหลายสถานที่ แต่สำหรับที่นี่ หากคนขับพลาดที่ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็อันตรายไม่ต่างกัน ภารกิจครั้งนี้จะยากขนาดไหน อยากให้ทุกคนร่วมลุ้นและติดตามชมใน EP แรก วันที่ 1 เมษายน นี้พร้อมกันครับ”

            โดย Isuzu V-Cross 4x4 Master of All Roads Season 2 นี้ จะมีทั้งหมด 2 EP โดยสถานที่แห่งแรกคือ Nevis Road ซึ่งเป็นเส้นทางที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ และอีกแห่งคือ Skippers Road ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายที่สุดของโลก จึงเป็นที่มาของการพิชิตภารกิจสุดท้าทายในครั้งนี้ ร่วมติดตามชม EP1 ได้ในวันที่ 1 เมษายน และ EP2 ในวันที่ 17 เมษายนนี้ สามารถติดตามรับชมได้ที่

Facebook: All-New Isuzu D-Max

Youtube: Isuzu Thailand Official

Instagram: isuzuthailandofficial

Website:  www.isuzu-tis.com/masterofallroads

อัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...