วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

มาสเตอร์การ์ดเผยทั่วโลกจับจ่ายผ่านอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หนุนธุรกิจค้าปลีกในช่วงวิกฤต

 


กรุงเทพฯ 26 เมษายน 2564 – เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกต้องอยู่บ้าน การจับจ่ายส่วนมากจึงกลายมาเป็นการซื้อผ่านออนไลน์ ตั้งแต่ของสดไปจนถึงอุปกรณ์ทำสวน โดยรายงาน Recovery Insights หรือรายงานอัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศฉบับล่าสุดของมาสเตอร์การ์ดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทั่วโลก
มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 28 ล้านล้านบาท) ในหมวดการค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2563 กล่าวได้ว่าการค้าปลีกผ่านอีคอมเมิร์ซในปี 2563 มีสัดส่วนราว 1 เหรียญสหรัฐต่อทุกๆ 5 เหรียญสหรัฐของการ
ค้าปลีกทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 1 เหรียญสหรัฐต่อทุกๆ 7 เหรียญสหรัฐของการค้าปลีกทั้งหมดในปี 2562
1

 

ข้อมูลจากรายงาน Recovery Insights: Commerce E-volution ของมาสเตอร์การ์ดประมาณอย่างคร่าวๆ ว่า 20-30% ของการเปลี่ยนแปลงสู่รูปแบบดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร โดยรายงานฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากการทำธุรกรรมและกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายของมาสเตอร์การ์ดแบบไม่เปิดเผยตัวตนของเจ้าของข้อมูล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของมาสเตอร์การ์ด หรือ Mastercard Economics Institute ซึ่งรายงานฉบับนี้ได้เจาะลึกสถานการณ์การฟื้นตัวทั่วโลก โดยแบ่งตามประเทศและภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านสินค้าและบริการ และทั้งในและระหว่างประเทศ

 

แม้ว่าการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจทุกราย เนื่องจาก
มีความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ สถานะทางเศรษฐกิจ และสภาพครัวเรือน แต่รายงายฉบับนี้ได้เผยถึงแนวโน้มสำคัญที่เกิดขึ้นกับทุกธุรกิจหลายประการ อันได้แก่:

 

·       กลุ่มประเทศที่นำกระแสดิจิทัลมาใช้ก่อนเห็นผลกำไรเร็วกว่า: ประเทศที่มีความเป็นดิจิทัลสูงตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์เช่นสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเห็นผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงในประเทศสู่ความเป็นดิจิทัลที่ทั้งสูงกว่าและถาวรกว่าประเทศอย่างอาร์เจนตินาและเม็กซิโก ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีสัดส่วนน้อยกว่า ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อเมริกาเหนือ และยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีการขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซสูงที่สุด

·       ร้านขายของชำและซุปเปอร์มาร์เก็ตจะยังคงทำกำไรอย่างต่อเนื่อง: การค้าปลีกในหมวดสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันซึ่งมีสัดส่วนในตลาดดิจิทัลน้อยที่สุดในช่วงก่อนเกิดวิกฤตได้รับผลกำไรมากที่สุดเมื่อผู้บริโภคปรับตัว ด้วยพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคและฐานผู้ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เดิมมีจำนวนน้อย มาสเตอร์การ์ด
คาดว่า 70-80% ของการซื้อของชำบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะกลายเป็นเรื่องถาวร

·       ธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศโตขึ้น 25-30% ในช่วงการแพร่ระบาด: ธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ
มีทั้งปริมาณการซื้อของและจำนวนประเทศที่มีผู้สั่งซื้อเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายของผู้บริโภคในตลาดอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง
25-30% ในช่วงเดือนมีนาคมปี 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564

 

 

·      ผู้บริโภคเพิ่มช่องทางการซื้อสินค้าปลีกบนอีคอมเมิร์ซ โดยจำนวนช่องทางที่ทำการซื้อเพิ่มขึ้นกว่า 30%: ผู้บริโภคทั่วโลกซื้อสินค้าปลีกจากหลากหลายเว็บไซต์และแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งสะท้อน
ให้เห็นถึงตัวเลือกของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ประชาชนในประเทศเช่นอิตาลีและซาอุดีอาระเบียมีการซื้อสินค้าจากร้านค้าออนไลน์มากมาย โดยจำนวนของร้านค้าออนไลน์ที่ทำการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 33% โดยเฉลี่ย ตามมาด้วยประเทศรัสเซียและสหราชอาณาจักร

·      การเปลี่ยนไปใช้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์กำลังพุ่งขึ้นในสหรัฐอเมริกา: เนื่องจากโควิด-19 เร่งให้เกิดการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล ผู้บริโภคเลือกใช้จ่ายแบบไร้สัมผัสแทนเงินสดมากขึ้นแม้ในร้านค้า จากการวิเคราะห์ของมาสเตอร์การ์ดเกี่ยวกับรูปแบบการชำระเงินตามร้านค้าปลีกและร้านอาหาร พบว่าการชำระเงินที่ไม่ใช้เงินสด
มีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 2.5% จากแนวโน้มเดิมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชำระเงินที่รวดเร็วอย่างยิ่งในช่วงหนึ่งปี

 

ผู้สนใจสามารถดูรายงาน Recovery Insights: Commerce E-volution ฉบับเต็มได้ที่นี่

 

ในปีที่ผ่านมามาสเตอร์การ์ดได้จัดทำรายงาน Recovery Insights เพื่อช่วยให้ธุรกิจและรัฐบาลสามารถประเมินและจัดการกับความเสี่ยงด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ได้ดียิ่งขึ้น
โดยรายงานฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์และทดลองบนแพลตฟอร์มของมาสเตอร์การ์ด รวมถึงความเชี่ยวชาญจากการให้คำปรึกษามาอย่างยาวนาน และข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เหมือนใคร เพื่อจัดทำเครื่องมือ นวัตกรรม และการวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

 

การจัดทำรายงาน

รายงานฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากการทำธุรกรรมและกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายของมาสเตอร์การ์ดแบบไม่เปิดเผยตัวตนของเจ้าของข้อมูล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของมาสเตอร์การ์ด

 

1สถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของมาสเตอร์การ์ดรวบรวมข้อมูลจากการทำธุรกรรมและกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายของมาสเตอร์การ์ด และสร้างแบบจำลองการค้าปลีกออนไลน์ทั่วโลกด้วยการชำระเงินทุกประเภท เพื่อคำนวณยอดใช้จ่ายของการค้าปลีกผ่านอีคอมเมิร์ซที่นอกเหนือจากแนวโน้มปรกติ

 

เกี่ยวกับสถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของมาสเตอร์การ์ด

สถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของมาสเตอร์การ์ดเปิดตัวในปี 2563 เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในระดับมหภาคผ่านมุมมองของผู้บริโภค ทางสถาบันมีทีมนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่คอยร่วมกันใช้ข้อมูลเชิงลึกของมาสเตอร์การ์ดเช่น Mastercard SpendingPulse™ และข้อมูลจากองค์กรที่สามเพื่อจัดทำรายงานเกี่ยวกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลูกค้าหลัก พันธมิตร และผู้กำหนดนโยบาย

 

เกี่ยวกับมาสเตอร์การ์ด www.mastercard.com

มาสเตอร์การ์ด เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้านการชำระเงิน เป้าหมายของเราคือการเชื่อมต่อและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้ครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่คนทุกคนในทุกพื้นที่ โดยการทำให้ธุรกรรมการเงินเป็นเรื่องปลอดภัย สะดวก และเข้าถึงได้ ด้วยข้อมูลที่ปลอดภัยและเครือข่ายพันธมิตร ทำให้เรามีนวัตกรรมและโซลูชั่นต่างๆ ที่สามารถช่วยบุคคลทั่วไป สถาบันการเงิน รัฐบาล และธุรกิจให้ตระหนักถึงศักยภาพของตัวเอง การทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อคนในองค์กร คือวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนทั้งภายในและภายนอกองค์กรของเรา ด้วยเครือข่ายในกว่า 210 ประเทศและพื้นที่ เราได้สร้างโลกที่ยั่งยืนและปลดล็อคความเป็นไปได้ในหลายๆ ด้าน

 

หมายเหตุ

© 2021 การวิเคราะห์และเนื้อหาในรายงานฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือทางการศึกษาในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน หรือคำแนะนำสำหรับการดำเนินการใดโดยเฉพาะ และไม่ควรใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจด้านธุรกิจหรือการลงทุน เนื้อหาในรายงานไม่ได้มีการรับรองด้านความถูกต้อง และเป็นการให้ข้อมูลบนพื้นฐาน "ตามที่ระบุ" แก่ผู้ใช้โดยต้องรับผิดชอบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยตัวเอง เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ตั้งแต่การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการจำลองต่างๆ จากสถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของมาสเตอร์การ์ด ไม่ได้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานหรือสถานะทางการเงินของมาสเตอร์การ์ดแต่อย่างใด


ส่องงานเทศกาลศิลปะนานาชาติสิงคโปร์ ครั้งที่ 21 งานแสดงศิลปะที่จินตนาการขึ้นใหม่เพื่ออนาคต

 


    สิงคโปร์เตรียมจัดงานเทศกาลศิลปะนานาชาติสิงคโปร์ ครั้งที่ 21 (Singapore International Festival of Arts 2021) หรือ SIFA 202 ภายใต้แนวคิดงานแสดงศิลปะที่จินตนาการขึ้นใหม่เพื่ออนาคต (An Arts Festival Reimagined for the future) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อถางเส้นทางใหม่และแสดงให้โลกได้เห็นว่างานแสดงศิลปะในอนาคตจะหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อโรงละครและพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกยังต้องปิด ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ศิลปินทั่วโลกต้องเผชิญก็คือการนำเอาความมหัศจรรย์ของการแสดงสดไปส่งให้ผู้ชมที่เขารักอีกครั้ง

และสิงคโปร์จะเป็นที่แรกของโลกที่จัดงานแสดงศิลปะนานาชาติในช่วงเวลาที่มืดหม่นเช่นนี้ สำหรับงานเทศกาลศิลปะนานาชาติสิงคโปร์ ครั้งที่ 21 นี้มีการจัดแสดงมากกว่า 300 การแสดง และกว่า60 โชว์ ในรูปแบบการแสดงสดและออนไลน์ โดยศิลปินจากทั่วโลก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เลบานอน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ตลอด 16 วันเต็ม ในระหว่างวันที่ 14 – 30 .. 2564 และอีกหนึ่งความพิเศษของงานครั้งนี้ คือ หลังจากจบเทศกาล สามารถรับชมในรูปแบบ วิดีโอ ออน ดีมานด์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.sifa.sg/vod


นายกวอราฟ คริพาลานี (Gaurav Kripalani) ผู้อำนวยการจัดงานเทศกาลศิลปะนานาชาติสิงคโปร์ ครั้งที่ 21 กล่าวว่า ที่ผ่านมาการรับชมโชว์แบบไลฟ์สตรีม กลายเป็นสิ่งที่มอบความบันเทิงกับเราในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้าน ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่เราต้องการ แต่มันทำให้ผมมีโอกาสได้ทดลองถ่ายทอดงานผ่านรูปแบบ 3 มิติ นำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างงานที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับตัวงาน ซึ่งผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคตการทำให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับผลงานของศิลปินแบบนี้จะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญต่อไปในอนาคต


โชว์ที่นำมาแสดงในนิทรรศการนี้เกิดขึ้นมาจากความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่เราได้เผชิญมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ภายในงานมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ ได้แก่ ละครเวทีแนวคลาสสิกเรื่อง ‘สามพี่น้อง (Three Sisters)’ ที่ได้นักเขียนบทชาวรัสเซียระดับตำนานอย่าง อันตอน เชคอฟ (Anton Chekhov) มาร่วมประพันธ์ให้บทละครมีความซับซ้อน และการแสดงดนตรีประกอบเรื่อง ท่วงทำนองของเรา (The Rhythm of Us)’ โดยวงดนตรี สิงคโปร์ ซิมโฟนี ออร์เคสตรา (Singapore Symphony Orchestra) และสิงคโปร์ แดนซ์เธียเตอร์ (Singapore Dance Theatre) ที่พร้อมเปิดจินตนาการให้ผู้ชมเข้าสู่โลกดนตรีและศิลปะการเต้นชั้นสูง โดยได้นักออกแบบท่าเต้นชาวอเมริกันชื่อดังอย่าง แพม ทาโนวิตซ์ (Pam Tanowitz) ที่ฝากผลงานการแสดงทั่วทั้งอเมริกามาร่วมกำกับการเต้นในครั้งนี้ด้วย



นอกจากนี้ยังมีการแสดงหุ่นเชิดจากเดอะ ฟิงเกอร์ เพลย์เยอร์ส (The Finger Players) ทีมละครเวทีชั้นนำของสิงคโปร์ ที่ย้อนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในสมัยเอโดะกับตำนานเรื่องเล่าขานที่พัฒนามาจากเหตุการณ์จริงของแม่นาคแห่งญี่ปุ่น โออิวะ ตำนานผีแห่งโยซึยะ (OIWA – The Ghost of Yotsuya)’โดยได้ ชง เซอ เชียง (Chong TzeChien) ผู้กำกับหนุ่มฝีมือดีที่เคยได้รับรางวัล Young Artist Awardจากสภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore’s National Arts Council) ในปี 2006 มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเหนือกาลเวลาผ่านนักแสดงที่จำลองการเคลื่อนของหุ่นด้วยเทคนิคพิเศษและยังมีละครเวทีอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ปีที่ไม่มีทางหวนกลับ (The Year of No Return)’ ที่ผสมผสานการเต้นแนวคอนเทมโพรารีแดนซ์จากเดอะ เนสซิเซอรีสเตจ (The Necessary Stage) ทีมละครเวทีชื่อดังของสิงคโปร์ โดยมีนักแสดงจากหลากหลายสัญชาติได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน

รักษการประธานบริหาร (ฝ่ายการพัฒนาหน่วยงาน) ของ สภาศิลปะแห่งชาติ (NAC) นายโลว์ เอ็ง เตียง กล่าวว่า "ถึงแม้การแพร่ระบาดนี้จะยังคงดำเนินต่อไป เราก็สามารถเชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกันได้ผ่านศิลปะแม้กายจะอยู่ห่างกัน งาน SIFA 2021 นี้เราตั้งใจจะแบ่งปันประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายผ่านโชว์ของทั้งศิลปินสิงคโปร์และศิลปินนานาชาติและเนื่องจากงานแสดงครั้งนี้ผสมผสานระหว่างโชว์ที่จัดขึ้น ณ สถานที่จริง และโชว์ที่รับชมได้ผ่านแฟลตฟอร์มดิจิตอล ผู้ชมจากทุกที่จึงสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย

สำหรับคนไทยที่สนใจเสพงานศิลปะในงานเทศกาลศิลปะนานาชาติครั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sifa.sg/2021-programmes


MDPC คัดสรรบริการพร้อมส่วนลดเสิร์ฟลูกบ้าน เพิ่มความปลอดภัย ในช่วงสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ เอาใจสมาชิก “MDPC Family Privilege”

 


บริษัท เอ็มดีพีซี จำกัด  MDPC Expertise Meets Excellence ผู้เชี่ยวชาญด้านบริการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร มอบสิทธิพิเศษจากหลากหลายแบรนด์ดัง ครบทุกความต้องการในการใช้ชีวิต เพื่อสมาชิก MDPC Family Privilege ในโครงการที่อยู่อาศัยทุกโครงการภายใต้การดูแลของ MDPC พร้อมลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลลูกบ้านอย่างเต็มกำลังในสถานการณ์โควิดระลอกใหม่นี้  

  1. สิทธิพิเศษ 3 ต่อจาก “ทิพยประกันภัย” รับส่วนลด 10% ทันที เมื่อซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 Tip Premium* หรือรับส่วนลด 10% เมื่อซื้อประกันภัยคอนโด แพ็คเกจ Basic และ Perfect พร้อมรับฟรี! บัตรกำนัล Starbucks มูลค่า 100 บาท* เมื่อซื้อประกันภัยไวรัสโคโรนา  
  2. รับฟรี! บริการทำความสะอาดไรฝุ่นบนที่นอน มูลค่า 399 บาท* เมื่อใช้บริการทำความสะอาดใดก็ได้ในครั้งแรกจาก Roys Vesta” อาทิ บริการ Standard Cleaning บริการทำความสะอาดบ้านราย  สัปดาห์หรือรายวัน และบริการ Deep Cleaning บริการทำความสะอาดเชิงลึก สำหรับบ้านที่มีความสกปรกมาก   
  3. เสิร์ฟถึงที่เมื่อซื้อสินค้าและอาหารสดจาก HappyFresh รับสิทธิ์ส่วนลดสูงสุด 5% พร้อมฟรีค่าจัดส่ง  *พร้อมฟรีค่าจัดส่ง เฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล   
  4. กักตัวแบบนี้สั่งอาหารผ่าน Hungry Hub พร้อมส่วนลดสูงสุด 100 บาท* เมื่อจองร้านอาหาร หรือ สั่งอาหาร Delivery แอปรวมดีลร้านอาหารสุดคุ้ม  
  5. รับส่วนลดเมื่อใช้บริการขนส่งรถ Lalamove” มูลค่า 400 บาท สำหรับลูกค้าใหม่ และส่วนลด 20% สำหรับลูกค้าเดิม หรือส่วนลด 15% สำหรับลูกค้าเดิมที่ใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์  
  6. และลูกบ้าน MDPC รับฟรี JYSK Privilege Card” เพื่อรับส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าตกแต่งบ้าน On Top 10%*  

สมาชิก MDPC Family Privilege สามารถดูสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line MDPC Family คลิก https://lin.ee/sA9jDZo หรือ Facebook MDPC Property Management ดูแลบริหารจัดการนิติบุคคล ตั้งแต่วันนี้ - 30 ก.ย. 2564 *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด 

 


ติดตามอัปเดตข่าวสารที่น่าสนใจเกี่ยวกับบริษัท เอ็มดีพีซี จำกัด เพิ่มเติม  

MDPC Property Consultants 

 

หัวเว่ยเตรียมจับมือ GQ Thailand ชวน 3 ซีอีโอยุคใหม่ เผยเคล็ดลับการปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดในยุค New Normal

 


กรุงเทพมหานคร, 30 เมษายน 2564 เนื่องในโอกาสเปิดตัว HUAWEI MateBook Family 2021 ได้แก่ HUAWEI MateBook 14, HUAWEI MateBook D 15 และ HUAWEI MateBook D 14 หัวเว่ยจึงร่วมกับ GQ Thailand นิตยสารและสื่อออนไลน์ซึ่งเป็นผู้นำด้านแฟชันและไลฟ์สไตล์ของสุภาพบุรุษ เตรียมจัดเวทีเสวนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟในหัวข้อ “CEO’s TOP SECRET ปรับตัวอย่างไรให้รอดในยุค New Normal” โดยเชิญผู้บริหารรุ่นใหม่ที่นับเป็นไอคอนแห่งความสำเร็จทางธุรกิจจากหลายวงการ ทั้ง “ปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุล” ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทคาร์นิวาล ซัพพลาย จำกัด ร้านสตรีทแฟชันมัลติแบรนด์อันดับหนึ่งของประเทศไทยมอย-สามขวัญ ตันสมพงษ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอท เดอะ ดัก จำกัด ค่ายเพลงคนรุ่นใหม่ ต้นสังกัดของศิลปินรุ่นใหม่ชื่อดังอย่าง The Toys, Bowkylion, Whal & Dolph และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนรักเสียงดนตรีมานานกว่า ปี เมฆ-เกรียงไกร กาญจนะโภคิน” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) บริษัทเจ้าของโปรเจ็กต์ ‘House of Illumination’ งานศิลปะดิจิทัลที่กลายเป็นประเด็น talk of the town ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และ “แชมป์-สหศักดิ์ เตชะธรรมจิต” ผู้ช่วยผู้อำนวยการประจำประเทศไทย บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) มาร่วมพูดคุยถึงเคล็ดลับกลยุทธ์ทางธุรกิจ รวมถึงความสำคัญของเทคโนโลยีและสมาร์ทดีไวซ์ที่มีผลอย่างมากต่อการปรับตัวในยุค New Normal
ทั้งในแง่มุมของการทำงานและการดำเนินชีวิต โดยถือเป็นหนึ่งในเบื้องหลังสำคัญที่ช่วยสร้างความสำเร็จในทุกสถานการณ์

สามารถติดตามอัปเดตกำหนดการและข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับเวทีเสวนาครั้งนี้ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Huawei Mobile TH และ GQ Thailand เร็วๆ นี้

 

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้า HUAWEI MateBook 14, HUAWEI MateBook D 15 และ HUAWEI MateBook D 14 มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผลรุ่นล่าสุดจาก Intel® เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคทุกไลฟ์สไตล์ มาพร้อมหน้าจอแบบ FullView Display และดีไซน์ที่หรูหรา ตัวบอดี้บาง เบา พกพาสะดวก ด้าน HUAWEI MateBook 14 (ราคา 34,990 บาท) จอมีความละเอียดระดับ 2K พร้อมระบบ Multi-touch Screen ขุมพลัง 11th Gen Intel® Core™ i5 processor หน่วยความจำ 16 GB เร็วแรง ขณะที่ HUAWEI MateBook D 15 มอบความเต็มอิ่มด้วยจอคมชัด Full HD มีให้เลือก ชิปเซ็ตทั้ง 11th Gen Intel® Core™ i5 processsor (ราคา 27,990 บาท)  และ 10th Gen Intel® CoreTM processor (ราคา 23,990 บาท) ส่วน HUAWEI MateBook D 14 (ราคา 24,990 บาท)  ก็ใช้จอ Full HD เช่นกัน และใช้ชิปเซ็ต 10th Gen Intel® CoreTM processor แล็ปท็อปทั้งสามรุ่นรองรับนวัตกรรมล่าสุด HUAWEI Share 3.0 พร้อมสำหรับการทำงานแบบ Multi-collaboration โดยแสดงหน้าจอแอปพลิเคชันจากสมาร์ทโฟนหัวเว่ย EMUI 10.1 ขึ้นไป ได้ แอปฯ พร้อมกัน

 

พิเศษตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2564 – 7 พฤษภาคม 2564 เท่านั้น หากสั่งจอง HUAWEI MateBook 14 สี Space Grey  รับทันที จอมอนิเตอร์ HUAWEI Display 23.8 และกระเป๋าใส่แล็ปท็อป HUAWEI Backpack มูลค่ารวม 5,989 บาท และสำหรับ HUAWEI MateBook D 15 สี Space Grey และ HUAWEI MateBook D 14 สี Mystic Silver เมื่อสั่งจอง รับเลย แท็บเล็ต HUAWEI MatePad T 8 และ กระเป๋า HUAWEI Backpack มูลค่ารวม 4,380 บาท ลูกค้าสามารถติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ราคา และโปรโมชันได้ที่นี่




เครือไทย โฮลดิ้งส์ ห่วงใยบุคลากรการแพทย์ ส่งมอบหน้ากาก N95 เพื่อโรงพยาบาลรามาธิบดี

 


บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และอาคเนย์ กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน หนึ่งในสายธุรกิจหลักกลุ่มทีซีซี นำโดย นายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร ร่วมส่งมอบหน้ากากชนิด N95 จากเบฟเทค จำนวน 2,400 ชิ้น ให้กับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมี ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดี พร้อมด้วยทีมแพทย์บริหารรับมอบ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลความปลอดภัยของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์แพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19 ณ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อเร็วๆ นี้

FIT Auto ห่วงใย ร่วมสู้ภัย COVID-19 มอบน้ำยาฆ่าเชื้อ ให้แก่สำนักงานเขตคลองเตย

 


เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564สำนักงานเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร นายสมสฤษฎิ์ ตรีประเสริฐสุข ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการยานยนต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมส่งมอบน้ำยาฆ่าเชื้อเบนซาโคเนียมคลอไรด์ (Benzalkonium Chloride หรือ BKC) จำนวน 50 ถัง รวมทั้งสิ้น 225 ลิตร พร้อมกระบอกฉีดน้ำขวดสเปรย์ จำนวน 450 ชิ้น มูลค่า 120,000 บาท ให้แก่ นางสาวปิยธิดา นิยม ผู้อำนวยการเขตคลองเตย สำหรับนำไปใช้เช็ดหรือฉีดพ่นในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อยับยั้งเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส เพิ่มความปลอดภัยและลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 กลับมาแพร่ระบาดมากขึ้น

นอกจากนี้ FIT Auto ยังร่วมดูแลคนไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด – 19 สำหรับลูกค้า FIT Auto สามารถนำรถเข้ามารับบริการตรวจเช็กสภาพรถ 35 รายการ และรับบริการเช็ดฆ่าเชื้อ COVID-19 บริเวณ 4 จุดเสี่ยงบนรถยนต์ ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 256430 มิถุนายน 2564 รวมทั้งยังมอบความห่วงใยบุคคลากรทางการแพทย์ โดยสามารถนำรถเข้ารับบริการอบโอโซนฆ่าเชื้อโรคและขจัดกลิ่น พร้อมตรวจเช็กสภาพรถ 35 รายการ และเช็ดฆ่าเชื้อ COVID-19 บริเวณ 4 จุดเสี่ยงบนรถยนต์ ได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 256431 พฤษภาคม 2564 ที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ทุกสาขา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1365 Contact Center


ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...