changeintomagazine

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564

Blue Card จับมือ Otteri Wash & Dry มอบความสะดวกให้ลูกค้า ใช้ 200 คะแนน ซักผ้าฟรี

 


นางสาวธัญญรัตน์ อรรถปรีชา ผู้จัดการส่วนบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ร่วมกับ นายกวิน นิทัศนจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค–เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย (Otteri wash & dry) หนึ่งในบริการร้านสะดวกซักชั้นนำ เพิ่มช่องทางความสะดวกให้ผู้บริโภค โดยมอบสิทธิพิเศษให้สมาชิก Blue Card ใช้ 200 คะแนน รับสิทธิ์ซักผ้าฟรี มูลค่า 40 บาท ที่ Otteri Wash & Dry ทุกสาขา กว่า 380 สาขา เพียงกดรับรหัส จากแอปพลิเคชัน Blue Card หลังจากได้รับรหัสแล้ว นำรหัสที่ได้รับ กรอกข้อมูลที่แอปพลิเคชัน Otteri เพื่อรับเครดิตในวอลเล็ท จำนวน 40 บาท สำหรับใช้บริการซักผ้าฟรี 1 ครั้ง ทั้งนี้ลูกค้า 1 ท่าน สามารถรับสิทธิ์ได้ 6 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ จำกัดจำนวน 2,500 สิทธิ์  สามารถกดรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2564 – 15 เมษายน 2564 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 1365 Contact Center หรือ www.pttbluecard.com


ปัจจุบันร้านสะดวกซัก Otteri Wash & Dry เปิดให้พื้นที่บริการทั้งหมดจำนวนกว่า 380 สาขา โดยตั้งอยู่ใน PTT Station ทั้งหมด 11 สาขา และปีนี้ยังมีแผนการที่จะขยายบริการร้านสะดวกซักเพิ่มเติมให้มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค ให้ได้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเป็นการประหยัดเวลา และช่วยลดค่าครองชีพ พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ โดยสิทธิพิเศษ และส่วนลดการบริการต่าง ๆ ที่เพิ่มเข้ามาของ Blue Card ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าสมาชิก Blue Card กว่า 7 ล้านคน ในปัจจุบัน และรองรับฐานลูกค้าที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ที่ มีนาคม 02, 2564 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านลุยจัดงาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2021” งานเดียวครบ ! พบกับมืออาชีพของการสร้างบ้าน 10-14 มีนาคม 2564 ณ อิมแพค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี

 


สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน พร้อมจัดงาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2021 BUILD YOUR OWN SPACE สร้างบ้านสร้างสุข” ระหว่างวันที่ 10-14 มีนาคม 2564 ณ อิมแพค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี งานเดียวครบ! พบกับมืออาชีพของการสร้างบ้าน พร้อมแบบบ้านหลากสไตล์มากกว่า 1,000 แบบ และมีบ้านที่พร้อมตอบโจทย์กำลังซื้อของผู้บริโภคในทุกระดับราคาตั้งแต่ 1-100 ล้านบาท


นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมฯ พร้อมที่จะจัดงาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2021 ” ระหว่างวันที่ 10-14 มีนาคม 2564 ณ อิมแพค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี ซึ่งปีนี้ยังคงจัดงานภายใต้แนวคิด BUILD YOUR OWN SPACE สร้างบ้าน สร้างสุข งานเดียวครบ! พบกับมืออาชีพของการสร้างบ้าน พร้อมแบบบ้านหลากสไตล์มากกว่า 1,000 แบบ และมีบ้านที่พร้อมตอบโจทย์กำลังซื้อของผู้บริโภคในทุกระดับราคาตั้งแต่ 1-100 ล้านบาท และในปีนี้ก็ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 2,000 ล้านบาทซึ่งเป็นยอดขายใกล้เคียงกับการจัดงานปีก่อน


พลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นพิเศษ! ลูกค้าลงทะเบียนผ่าน Line @homebuilder  หรือลงทะเบียนภายในงานและจองปลูกสร้างบ้านภายในงานมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษ iPhone 12 Pro (128GB) ทุกวันๆละ 1 เครื่อง นอกจากนี้ ยังมีส่วนลดตั้งแต่ 10-30% เป็นการลดตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท และของแถมจากบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ รวมไว้ในที่เดียวเพื่อคนอยากสร้างบ้านโดยเฉพาะ ลงทะเบียนร่วมงานวันนี้ รับฟรี E-book แบบบ้านแห่งปี 2021 มากกว่า 50 แบบ จาก 26 บริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพ อีกทั้งยังได้รับบริการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ที่มาร่วมออกบูธภายในงาน ส่วนธนาคารอื่นที่เป็นพันธมิตรไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงไทย ซึ่งถึงแม้ทั้งสองธนาคารจะไม่มาร่วมออกบูธในครั้งนี้ แต่ก็ได้เตรียมแคมเปญอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้กับผู้บริโภคที่ปลูกสร้างบ้านกับสมาชิกของสมาคมฯ ด้วยเช่นกัน


นายวรวุฒิ กล่าวด้วยว่า ได้รับข้อมูลที่ได้จากแบบสอบลูกค้าจากการจัดงานในหลายปีที่ผ่านมาว่าระยะเวลา 4 วันที่จัดงานนั้นสั้นไป ทำให้ผู้บริโภคบางรายนั้นไม่สะดวกมาร่วมงานในช่วงเวลาที่กำหนด ทั้งๆ ที่มีความต้องการที่จะปลูกสร้างกับบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ดังนั้น ในการจัดงาน“รับสร้างบ้าน FOCUS 2021 BUILD YOUR OWN SPACE สร้างบ้าน สร้างสุข” ปีนี้ได้ขยายเวลาเพิ่มเป็น 5 วัน (จากปกติที่จะจัดเพียง 4 วัน) ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม ทำให้สมาคมฯ นั้นมีความมั่นใจว่าการจัดงาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2021  BUILD YOUR OWN SPACE สร้างบ้าน สร้างสุข” จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคมากขึ้น

  

ทั้งนี้ สะท้อนจากยอดที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานนั้นมีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ที่สมาคมฯ ได้เริ่มทำการประชาสัมพันธ์ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็เหลือเพียง 8 วันก็จะถึงวันจัดงานคือ วันที่ 10-14 มีนาคม 2564 ณ อิมแพค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี โดยปีนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งสมาคมฯ ก็มีโครงการ “แบบบ้านประหยัดพลังงาน” หรือ “บ้านเบอร์ 5” ที่จะดำเนินการร่วมกับกระทรวงพลังงานราย ซึ่งมีรายละเอียดอื่นๆ อีกหลายด้าน โดยแบบบ้านที่ได้การรับรองให้ติด “ฉลากเบอร์ 5” นั้นจะต้องมีรายละเอียดระดับประสิทธิภาพที่ตรวจสอบหรือวัดได้ชัดเจนว่าได้ว่าประหยัดพลังงานได้จริงๆ จำนวนกี่หน่วยหรือคิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นต้น ซึ่งคาดว่าภายในงานจะมีการพูดคุยในประเด็นนี้อีกด้วย

ที่ มีนาคม 02, 2564 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

ซีอีโอ หัวเว่ยเตรียมผลักดันพร้อมขยายศักยภาพนวัตกรรม 5G สู่ทุกภาคอุตสาหกรรม

 


เซินเจิ้น, 2 มีนาคม 2564 – นายเหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนถึงแนวทางการหาโอกาสใหม่ ๆ จากการนำเทคโนโลยี 5G ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การคมนาคม ดนตรี และอื่น ๆ โดยเขาตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและแก่นของธุรกิจในการนำเสนอแพลตฟอร์มพื้นฐานสำหรับทุกอุตสาหกรรมแห่งยุค 5G


นายเหริน เจิ้งเฟย ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของหัวเว่ยในการนำโซลูชันด้านไอซีทีไปใช้เพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมพื้นฐานว่า “ในยุค 5G เป้าหมายหลักของหัวเว่ยคือ การเชื่อมต่อธุรกิจหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ถึงแม้ว่ารูปแบบของการนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในแต่ละภาคอุตสาหกรรมจะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นตัวเดียวกัน ดังนั้นเป้าหมายของเราคือ เพิ่มการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ หรือระบบการประมวลผลคอมพิวเตอร์”

 

หัวเว่ยยังลงทุนในการทำวิจัยขั้นพื้นฐานและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนาไปสู่ 5G โดยนายเหรินเปิดเผยว่าหัวเว่ยได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและห้องปฏิบัติการร่วมกว่า 100 แห่งทั่วโลก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในหลายด้าน เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา รวมถึงด้านสุนทรียะ เพื่อพัฒนาการใช้งานเทคโนโลยี 5G และโซลูชันด้านไอซีทีในแวดวงต่าง ๆ เสริมให้เกิดอีโคซิสเต็มที่ครบสมบูรณ์สำหรับเมืองอัจฉริยะ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมไปถึงแวดวงอื่น ๆ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข อุตสาหกรรมเหมืองแร่ เป็นต้น


ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหัวเว่ยและพันธมิตร รวมถึงลูกค้าผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม หัวเว่ยได้ช่วยสร้างโครงข่าย 5G และการเชื่อมต่อดิจิทัลในเมืองหลวงหลายแห่งทั่วโลก เช่น เบอร์ลิน โซล กรุงเทพมหานคร และริยาด โครงข่ายเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมโครงข่ายของหัวเว่ย ด้วยการปลดล็อกการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อและส่งมอบศักยภาพสูงสุดให้แก่อุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ที่ทำงานอยู่บนโครงข่ายเหล่านั้น


ในวันนี้ หัวเว่ยซึ่งเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านไอซีทีระดับโลกยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ในปี 2009 และในช่วงปลายปี 2019 หัวเว่ยได้ส่งมอบมาตรฐานกว่า 26,600 โครงการให้แก่สถาบันด้านมาตรฐานเครือข่ายมือถือระดับโลกอย่าง 3GPP นอกจากนี้สถาบัน ETSI หรือ European Telecommunications Standards Institution ยังให้ข้อมูลว่าหัวเว่ยเป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน 5G มากถึง 4,348 ฉบับ คิดเป็น 20% ของสิทธบัตรทั้งหมดในด้านนี้ จึงนับได้ว่าเป็นผู้ให้บริการด้านโซลูชัน 5G ที่มีสิทธิบัตรมากที่สุดในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งในการทำวิจัยและพัฒนารวมไปถึงการนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ มีนาคม 02, 2564 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

ซีอีโอ หัวเว่ยเตรียมผลักดันพร้อมขยายศักยภาพนวัตกรรม 5G สู่ทุกภาคอุตสาหกรรม

 


เซินเจิ้น, 2 มีนาคม 2564 – นายเหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนถึงแนวทางการหาโอกาสใหม่ ๆ จากการนำเทคโนโลยี 5G ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การคมนาคม ดนตรี และอื่น ๆ โดยเขาตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและแก่นของธุรกิจในการนำเสนอแพลตฟอร์มพื้นฐานสำหรับทุกอุตสาหกรรมแห่งยุค 5G


นายเหริน เจิ้งเฟย ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของหัวเว่ยในการนำโซลูชันด้านไอซีทีไปใช้เพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมพื้นฐานว่า “ในยุค 5G เป้าหมายหลักของหัวเว่ยคือ การเชื่อมต่อธุรกิจหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ถึงแม้ว่ารูปแบบของการนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในแต่ละภาคอุตสาหกรรมจะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นตัวเดียวกัน ดังนั้นเป้าหมายของเราคือ เพิ่มการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ หรือระบบการประมวลผลคอมพิวเตอร์”

 

หัวเว่ยยังลงทุนในการทำวิจัยขั้นพื้นฐานและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนาไปสู่ 5G โดยนายเหรินเปิดเผยว่าหัวเว่ยได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและห้องปฏิบัติการร่วมกว่า 100 แห่งทั่วโลก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในหลายด้าน เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา รวมถึงด้านสุนทรียะ เพื่อพัฒนาการใช้งานเทคโนโลยี 5G และโซลูชันด้านไอซีทีในแวดวงต่าง ๆ เสริมให้เกิดอีโคซิสเต็มที่ครบสมบูรณ์สำหรับเมืองอัจฉริยะ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมไปถึงแวดวงอื่น ๆ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข อุตสาหกรรมเหมืองแร่ เป็นต้น


ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหัวเว่ยและพันธมิตร รวมถึงลูกค้าผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม หัวเว่ยได้ช่วยสร้างโครงข่าย 5G และการเชื่อมต่อดิจิทัลในเมืองหลวงหลายแห่งทั่วโลก เช่น เบอร์ลิน โซล กรุงเทพมหานคร และริยาด โครงข่ายเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมโครงข่ายของหัวเว่ย ด้วยการปลดล็อกการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อและส่งมอบศักยภาพสูงสุดให้แก่อุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ที่ทำงานอยู่บนโครงข่ายเหล่านั้น


ในวันนี้ หัวเว่ยซึ่งเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านไอซีทีระดับโลกยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ในปี 2009 และในช่วงปลายปี 2019 หัวเว่ยได้ส่งมอบมาตรฐานกว่า 26,600 โครงการให้แก่สถาบันด้านมาตรฐานเครือข่ายมือถือระดับโลกอย่าง 3GPP นอกจากนี้สถาบัน ETSI หรือ European Telecommunications Standards Institution ยังให้ข้อมูลว่าหัวเว่ยเป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน 5G มากถึง 4,348 ฉบับ คิดเป็น 20% ของสิทธบัตรทั้งหมดในด้านนี้ จึงนับได้ว่าเป็นผู้ให้บริการด้านโซลูชัน 5G ที่มีสิทธิบัตรมากที่สุดในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งในการทำวิจัยและพัฒนารวมไปถึงการนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ มีนาคม 02, 2564 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

โฮมโปร โชว์รายได้ปี 63 กวาด 61,748.99 ล้านบาท พร้อมแรงหนุนจากยอดขายออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น


บมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ HMPRO เผยผลประกอบการปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้ และกำไรสุทธิจำนวน 61,748.99 ล้านบาท และ 5,154.70 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 8.35% และ 16.54% ตามลำดับ โดยเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง แม้ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างมาก แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบด้านผลประกอบการของสาขาที่ปิดไปได้ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงานควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขยายตลาดไปสู่กลุ่ม CLMV โดยเข้าลงทุนในบริษัท Home Product Center Vietnam Company Limited เพื่อดำเนินธุรกิจค้าปลีกในประเทศเวียดนาม อีกด้วย

 

นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประจำปี 2563 ว่า  รายได้และกำไรสุทธิจำนวน 61,748.99 ล้านบาท และ 5,154.70 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 8.35% และ 16.54% ตามลำดับ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจโฮมโปร เมกา โฮม และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซียเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มีปัจจัยหลักมาจากการปิดสาขาในช่วงไตรมาสที่สอง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง แม้ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้น แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบด้านผลประกอบการของสาขาที่ปิดไปได้ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงานควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ มีรายได้ลดลง ซึ่งประกอบไปด้วย รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า ซึ่งเป็นรายได้ที่ประกอบไปด้วยรายได้จากการขายสินค้า และรายได้จากการให้บริการลูกค้า (Home Service) รวมจำนวน 58,346.77 ล้านบาท ลดลง 4,699.46 ล้านบาท หรือ 7.45% ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายสาขาเดิมที่ลดลงของธุรกิจโฮมโปร เมกา โฮม และ โฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปิดสาขาชั่วคราวในประเทศไทยและมาเลเซีย รายได้ค่าเช่า จำนวน 1,527.16 ล้านบาท ลดลง 679.92 ล้านบาท หรือ 30.81% เป็นผลมาจากการปิดร้านค้าเช่าที่อยู่ในพื้นที่สาขาของโฮมโปรและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ และการลดค่าเช่าในพื้นที่สาขาของโฮมโปรและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ รวมถึงการยกเลิกการจัดกิจกรรม HomePro Expo ในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 

 

และบริษัทฯ มีรายได้อื่น จำนวน 1,875.06 ล้านบาท ลดลง 245.35 ล้านบาท หรือ 11.57% โดยเป็นผลมาจากการลดลงของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้าในสาขา การยกเลิกการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในงาน HomePro Expo ในไตรมาสที่ 1 ปี 2563  ซึ่งบริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าและการให้บริการลูกค้า (Home Service) รวมจำนวน 14,748.51 ล้านบาท ลดลง 1,472.80 ล้านบาท หรือ 9.08% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายลดลงจาก 25.73% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 25.28%

 

            ทั้งนี้ โฮมโปร มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จำนวน 10,964.70 ล้านบาท ลดลง 980.16 ล้านบาท หรือ 8.21% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายมีการปรับลดลงเล็กน้อยจาก 18.95% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 18.79% สาเหตุหลักมาจากการยกเลิกการจัดกิจกรรม HomePro Expo รวมถึงการลดลงของ

ค่าใช้จ่ายผันแปรและค่าใช้จ่ายคงที่

 

และในปี 2563 บริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่ 2 สาขาที่ รังสิตคลอง 4 และสุขสวัสดิ์ ซึ่งทั้ง 2 สาขาอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ และยังมีกำลังซื้อ โดย ณ สิ้นปี 2563 บริษัทฯ จำนวนสาขาคือ โฮมโปร 86 สาขา โฮมโปรเอส 9 สาขา เมกาโฮม 14 สาขา และโฮมโปรในประเทศมาเลเซียอีก 6 สาขา

 

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้มีการแสวงหาโอกาสต่างๆ ในธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการเข้าลงทุนในบริษัท Home Product Center Vietnam Company Limited เพื่อดำเนินธุรกิจค้าปลีกในประเทศเวียดนาม อีกด้วย

 

นายคุณวุฒิ กล่าวต่อไปอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ซึ่งเกิดจากสถานการณ์ ไวรัสโคโรนา 2019  โฮมโปร ได้ให้ความร่วมมือและดำเนินการสอดคล้องกับมาตรการและคำสั่งของหน่วยงานรัฐอย่างเต็มที่ โดยมีการปิดบางสาขาชั่วคราวในส่วนของโฮมโปรและเมกาโฮม ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 ถึง 16 พฤษภาคม 2563 และกลับมาเปิดครบทุกสาขาในวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 ตามมาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แต่ยังคงจำกัดเวลาทำการ

 

โดยภาพรวมในปีนี้บริษัทฯ สามารถรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงจากการเกิดชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่ยังมีความต้องการจับจ่ายใช้สอย และรับมือกับสถานการณ์ COVID-19 ได้อย่างทันท่วงที ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งได้มีการเตรียมพร้อมและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงระบบขนส่งสินค้าและบริการภายในวันที่มีการสั่งซื้อ (Same Day Delivery) ยกระดับความรวดเร็วในการจัดส่ง โดยลูกค้าสามารถเลือกรับสินค้าที่สาขา (Click and collect) ได้เช่นกัน

 

“ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้าท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ทางบริษัทฯได้เปิดให้บริการ Shop4U ที่เสมือนมีผู้ช่วยในการเลือกซื้อสินค้าและบริการในช่วงที่ลูกค้าไม่สามารถออกมาซื้อที่สาขาได้ โดยนอกเหนือจากเว็บไซต์ของบริษัทฯ ทางบริษัทฯได้มีช่องทางในการเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชั่น HomePro Application และ Home Service Application เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบริการที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมบ้านและที่อยู่อาศัย” นายคุณวุฒิ กล่าวสรุปในตอนท้าย 

 

ที่ มีนาคม 02, 2564 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564

เดอะ พิซซ่า คอมปะนี เปิดโปรฯ ฉลองครบรอบ 20 ปีแคมเปญ “1 แถม 1 พลัส” พร้อมลุ้นรับทองคำแท่งหนัก 200 บาท จัดหนัก แจกจริงทุกสัปดาห์!

 


กรุงเทพฯ 1 มีนาคม 2564 – นายภาณุศักดิ์ ซื่อสัตย์บุญ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินการของ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (คนกลาง) พร้อมด้วย นายกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินการของ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (คนที่ 3 จากซ้าย) ร่วมจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 20 ปี ของแคมเปญ “1 แถม 1” ส่งโปรฯสุดคุ้มยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี “1 แถม 1 พลัส” หลากหลายเมนู พร้อมเปิดตัวเมนูใหม่ “พิซซ่ามหาเศรษฐี” เอาใจคนรักชีสด้วยพิซซ่าหน้า 4 ชีสทองคำและเบคอน ฟินไปกับชีสเน้น ๆ ของขอบชีสบอลทองคำ อีกทั้งยังจัดเต็มมอบของขวัญสุดพิเศษให้ได้ร่วมลุ้นรับทองคำแท่งหนักรวม 200 บาท ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ลุ้นได้ จัดหนัก แจกจริงทุกสัปดาห์! ที่ร้านเดอะ พิซซ่า คอมปะนี ทุกสาขา ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2564 เท่านั้น ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ ร้านเดอะ พิซซ่า คอมปะนี ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ที่ มีนาคม 01, 2564 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

แพทย์เตือน วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ตัวการทำ ‘ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง’ กำเริบ

 


กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2564  –  หนึ่งในปัญหาการใช้ชีวิตของคนเมืองคือการต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ส่งผลให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเต็มไปด้วยฝุ่นละอองที่ปกคลุมและพบค่าฝุ่นสูงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจ รวมถึงระบบผิวหนัง ซึ่งเป็นเป็นอวัยวะที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมและมลภาวะตลอดเวลา ทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบและระคายเคือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคผิวหนัง อาทิ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง PM 2.5 กระตุ้นให้อาการกำเริบขึ้นได้

ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต วิชยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้สมิติเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี กล่าวว่า “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือ Atopic Dermatitis (AD) เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่พบบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในคนไทย โดยส่วนมากพบในทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี รองลงมาคือเด็กโต อายุระหว่าง 2-12 ปี และในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้บ้าง แต่ไม่บ่อยนัก โดยกลไกในการเกิดโรคเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของผิวหนัง อาทิ ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย มีอาการคัน ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมร่วมกับการมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการกำเริบ อาทิ สารแพ้ต่างๆ สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ภาวะอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด การติดเชื้อที่ผิวหนัง การแพ้อาหารบางชนิด รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผู้ป่วยที่สัมผัสกับฝุ่นละอองเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลกระทบให้อาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนังกำเริบขึ้นได้ ได้แก่ เกิดอาการคัน แสบร้อนบริเวณผิวหนัง มีตุ่มแดงเกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้เกิดการเกา ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบที่มากขึ้น เช่น เป็นแผล และมีน้ำเหลืองซึม”

 

สำหรับการการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบในช่วงภาวะฝุ่น PM 2.5 ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต วิชยานนท์ ได้แนะนำว่า ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งหรืองดเว้นการออกไปในบริเวณที่มีมลพิษในปริมาณมาก เพื่อเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่นโดยตรง หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ให้คอยตรวจเช็คค่าฝุ่น และใช้เวลาสัมผัสกับฝุ่นให้สั้นที่สุด เมื่อกลับถึงบ้านให้รีบอาบน้ำทันที และทาโลชั่นหรือมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง แต่หากมีอาการอักเสบรุนแรง ควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากเกิดกับผู้ป่วยเด็กเมื่อโตขึ้น อาการจะดีขึ้น ส่วนใหญ่จะหายได้ และสามารถควบคุมการกำเริบของโรคได้ ดังนั้น เป้าหมายของการรักษาโรคนี้จึงอยู่ที่ การพยายามควบคุมอาการของโรคและให้อยู่ในช่วงสงบนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยแนวทางการรักษา ได้แก่ การหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ การทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวหนัง ป้องกันผิวแห้ง และใช้ยาทาลดอาการอักเสบเฉพาะเมื่อมีการอักเสบที่ผิวหนังเท่านั้น ทาบริเวณผื่นที่มีอาการเห่อแดงอักเสบ เมื่อควบคุมอาการได้ควรลดการใช้ยาหรือหยุดยาตามคำแนะนำของแพทย์ ในรายที่มีผื่นขึ้นมากและอาการในระดับปานกลางถึงรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน และในปัจจุบันมีการรักษาโดยยาฉีดกลุ่มชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งความก้าวหน้าของแนวทางการรักษา โดยจะเลือกใช้ในรายที่มีอาการในระดับปานกลางถึงรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยวิธีอื่น ทั้งนี้ควรอยู่ในการดูแลรักษาของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ที่ มีนาคม 01, 2564 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)

ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...

  • BPP ปลื้ม รับโล่เกียรติยศ “คนดี รักษ์โลก” ย้ำจุดยืนส่งมอบพลังงานไฟฟ้าคุณภาพสู่สังคม ควบคู่ดูแลสิ่งแวดล้อม
      เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP โดย นายเดชาพงศ์ ยุวปรีชา                            ผู้อำนวยการสายอาวุโส – ...
  • CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี เปิดประตูครัวเพชรบุรี จัดงาน “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” ชูเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารขององค์การยูเนสโก
      สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้ างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ  CEA  ร่วมกับสำนักงานจังหวัดเพชรบุรี และสภาอุตสาหกรรมเพชรบุรี จัดงาน “รสเพ็ดรี สุก...
  • ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี
      บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...

ค้นหาบล็อกนี้

  • หน้าแรก

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
changeintomagazineonline
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน

รายงานการละเมิด

คลังบทความของบล็อก

  • กันยายน 2024 (10)
  • กรกฎาคม 2024 (51)
  • มิถุนายน 2024 (148)
  • พฤษภาคม 2024 (193)
  • เมษายน 2024 (188)
  • มีนาคม 2024 (279)
  • กุมภาพันธ์ 2024 (263)
  • มกราคม 2024 (255)
  • ธันวาคม 2023 (309)
  • พฤศจิกายน 2023 (271)
  • ตุลาคม 2023 (278)
  • กันยายน 2023 (290)
  • สิงหาคม 2023 (285)
  • กรกฎาคม 2023 (279)
  • มิถุนายน 2023 (253)
  • พฤษภาคม 2023 (277)
  • เมษายน 2023 (236)
  • มีนาคม 2023 (254)
  • กุมภาพันธ์ 2023 (239)
  • มกราคม 2023 (223)
  • ธันวาคม 2022 (240)
  • พฤศจิกายน 2022 (262)
  • ตุลาคม 2022 (229)
  • กันยายน 2022 (262)
  • สิงหาคม 2022 (282)
  • กรกฎาคม 2022 (245)
  • มิถุนายน 2022 (299)
  • พฤษภาคม 2022 (306)
  • เมษายน 2022 (259)
  • มีนาคม 2022 (333)
  • กุมภาพันธ์ 2022 (249)
  • มกราคม 2022 (183)
  • ธันวาคม 2021 (345)
  • พฤศจิกายน 2021 (339)
  • ตุลาคม 2021 (259)
  • กันยายน 2021 (226)
  • สิงหาคม 2021 (310)
  • กรกฎาคม 2021 (353)
  • มิถุนายน 2021 (355)
  • พฤษภาคม 2021 (369)
  • เมษายน 2021 (321)
  • มีนาคม 2021 (353)
  • กุมภาพันธ์ 2021 (286)
  • มกราคม 2021 (214)
  • ธันวาคม 2020 (4)
เรียบง่าย ธีม. ขับเคลื่อนโดย Blogger.