วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564

ไทยเวียตเจ็ทพร้อมให้บริการเที่ยวบินกึ่งพาณิชย์ เส้นทางโฮจิมินห์ – กรุงเทพฯ เริ่ม มกราคม 2564

     ไทยเวียตเจ็ทพร้อมให้บริการเที่ยวบินกึ่งพาณิชย์ เส้นทางโฮจิมินห์ – กรุงเทพฯ  

เริ่ม มกราคม 2564


กรุงเทพฯ, 29 ธันวาคม 2563 – สายการบินไทยเวียตเจ็ทเตรียมให้บริการเที่ยวบินกึ่งพาณิชย์ เส้นทางโฮจิมินห์ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) โดยจะให้บริการในทุกวันศุกร์ สัปดาห์ละหนึ่งเที่ยวบิน  โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันศุกร์ที่ มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้สายการบินฯ หวังฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างไทยและเวียดนาม หลังจากต้องหยุดชะงักไปอย่างยาวนานนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 (COVID-19) เที่ยวบินดังกล่าวมุ่งหวังที่จะมอบตัวเลือกในการเดินทางที่สะดวกสบายและคุ้มค่าแก่ผู้โดยสารที่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา ในช่วงที่การเดินทางระหว่างประเทศยังไม่เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ 

ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ สามารถจองตั๋วโดยสารและศึกษาข้อมูลประกอบการเดินทางได้ที่ SkyFUN.vietjetair.com โดยทางสารการบินฯ ได้เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับข้อกำหนดในการกักตัว (quarantine) และเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง เพื่อแนะนำผู้โดยสารก่อนการเดินทาง นอกจากนี้ ผู้โดยสารสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยติดต่อไปยังอีเมลของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ที่ที่อยู่อีเมล consular.hom@mfa.go.th และบัญชีไลน์ @rtcg.hcmc 

สำหรับผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังนครโฮจิมินห์ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของสายการบินฯ ได้ที่ที่อยู่อีเมล group.bkk@vietjetair.com เพื่อจองตั๋วโดยสารและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม โดยผู้โดยสารจำเป็นต้องเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้ครบถ้วนก่อนการเดินทางสู่เวียดนามและเข้าสู่กระบวนการกักตัวตามมาตรการเมื่อเดินทางถึงเวียดนามแล้ว 


 เพิ่มฟังก์ชั่นใช้งานโรงรถ ต่อเติมติดตั้งกันสาด เนรมิตพื้นที่แห่งความสุข

การติดตั้งกันสาด หรือ ต่อเติมโรงรถ เป็นหนึ่งในวิธีการเพิ่มพื้นที่ใช้สอย เพิ่มร่มเงา ช่วยบังแดดบังฝน และสามารถปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความสุขได้มากมาย ทำให้หลายบ้านนิยมติดตั้งหรือต่อเติมหลังคาโรงรถและกันสาด เรามาดูกันว่าฟังก์ชันการใช้งานโรงจอดรถมีอะไรกันบ้าง

1.เป็นมุมปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง

2.เป็นมุม D.I.Y. ของคุณพ่อบ้าน

3.เป็นมุมเรียกเหงื่อของคุณลูก

4.เป็นพื้นที่ทำครัว

5.เป็นพื้นที่ตากผ้า

6.เป็นมุมป้อนข้าวลูกเล็ก

7.เป็นพื้นที่ของครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน นั่งคุย เล่าเรื่องราว จิบชาหน้าบ้าน

ดังนั้น การเลือกหลังคาโรงรถและกันสาด จึงควรเลือกแบบที่ชอบและตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีวัสดุสำหรับหลังคาโรงรถและกันสาดให้เลือกมากมาย ทั้งแบบทึบและแบบโปร่งใส ให้อารมณ์และความรู้สึกแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม เจ้าของบ้านที่ต้องการต่อเติมควรทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพื่อให้สามารถประยุกต์ได้อย่างเหมาะสมลงตัว โดยทั่วไปแล้ว หลังคาที่ใช้ต่อเติมจะแบ่งเป็นสองลักษณะ ได้แก่

หลังคาลอน ข้อดี คือ ช่วยระบายน้ำได้ดี ราคาถูกกว่า และติดตั้งต่อเติมได้ง่ายกว่า ส่วนข้อเสียหากติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน อาจมีคราบเกาะบริเวณรอยต่อได้

หลังคาเรียบ ข้อดี คือ สวยงาม ทันสมัย การออกแบบและติดตั้งหลังคาเรียบกว่า เหมาะแก่การนำไปใช้ต่อเติมโรงจอดรถ ส่วนข้อเสีย คือ ติดตั้งยากกว่าแบบลอนต้องใช้ช่างเชี่ยวชาญติดตั้งเนื่องจากอุปกรณ์ติดตั้งมีหลายจุด

นอกจากนี้ หลังคาทั้งสองแบบยังแบ่งประเภทย่อยออกเป็นหลายประเภท ซึ่งเอสซีจี โฮมมีให้เลือก ทั้งแบบรุ่นป้องกันรังสียูและป้องกันความร้อน ดังนี้

1. แผ่นโปร่งแสง เอสซีจี ลอนกันสาด รุ่น UV Shield: แผ่นโปร่งแสง แบบลอน รุ่นป้องกันรังสียูวี
2. แผ่นโปร่งแสง เอสซีจี ลอนกันสาด รุ่น Heat Shield: แผ่นโปร่งแสง แบบลอน รุ่นป้องกันรังสียูวีและป้องกันความร้อน
3. แผ่นโปร่งแสง เอสซีจี นิวไลท์ รุ่น UV Shield: แผ่นโปร่งแสง แบบเรียบ หนาพิเศษ มม. รุ่นป้องกันรังสียูวี
4. แผ่นโปร่งแสง เอสซีจี นิวไลท์ รุ่น Heat Shield: แผ่นโปร่งแสง แบบเรียบ หนาพิเศษ มม. รุ่นป้องกันรังสียูวีและป้องกันความร้อน




การต่อเติมหลังคาโรงรถ ไม่เพียงกันแดด กันฝน ปกป้องยานพาหนะที่ใช้เป็นประจำทุกวัน แต่ยังสามารถเติมเต็มความต้องการสร้างพื้นที่แห่งความสุขให้กับสมาชิกภายในบ้านได้อีกด้วย ปีใหม่นี้มาทำโรงรถสวย ด้วยบริการติดตั้งกันสาดที่เจ้าของบ้านเลือกได้กับเอสซีจี โฮม ซึ่งสำรวจและออกแบบโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ติดตั้งรวดเร็ว และเพิ่มความมั่นใจด้วยการรับประกันคุณภาพ 

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถช้อปสินค้าและบริการที่ร่วมรายการได้ที่ SCGHOME.com หรือ ช่องทางการจัดจำหน่ายของ เอสซีจี โฮม ทั่วประเทศ (ค้นหาสาขาของ เอสซีจี โฮม : http://bit.ly/สาขาSCGHOME)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่SCG HOME Contact Center 02-586-2222

โรชร่วมมือกับโมเดอร์นา นำการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู ไปใช้ในระยะทดลองของการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19



 โรชร่วมมือกับโมเดอร์นา นำการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู ไปใช้ในระยะทดลองของการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19

·        วัคซีนของโมเดอร์นากระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู

·        การตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู ที่ได้ผลตรวจเป็นค่าเชิงปริมาณในผู้ที่ได้รับวัคซีนทดลอง ช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางในการป้องกันโรคโควิด-19 ได้

·        องค์การอาหารและยาสหรัฐอนุมัติให้ใช้การตรวจสารภูมิต้านทาน ได้ภายใต้อำนาจตามมาตรการฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563

บาเซล - ธันวาคม 2563 – โรช (SIXRO, ROG; OTCQXRHHBY) ประกาศความร่วมมือกับโมเดอร์นา (Moderna Inc.) นำการตรวจหาสารภูมิต้านทานต่อโปรตีนหนาม (Spike Protein) ของเชื้อซาร์ส-โควี-ทู เข้าไว้ในงานวิจัยทดลองวัคซีน mRNA-1273 ของโมเดอร์นา ความร่วมมือนี้จะช่วยให้สามารถวัดปริมาณของภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู และระบุความเชื่อมโยงระหว่างกลไกการป้องกันที่วัคซีนสร้างขึ้นและระดับของสารภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น  ความร่วมมือนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่องค์การอาหารและยาสหรัฐอนุมัติให้โรชสามารถใช้การตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู   ได้ภายใต้อำนาจตามมาตรการฉุกเฉิน (Emergency Use Authorization หรือ EUA) ดังที่ได้ประกาศให้ทราบแล้วเมื่อไม่นานมานี้

 

“โรชเห็นคุณค่าของการได้ร่วมมือกับโมเดอร์นา หลังจากก่อนหน้านี้ ที่เราได้นำเทสต์การตรวจภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู  ซึ่งเป็นการตรวจหาภูมิต่อโปรตีนนิวคลีโอแคพซิด มาร่วมอยู่ในช่วงแรกของงานวิจัย และได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี” นายโธมัส ชิเนคเกอร์ ประธานบริหารของโรช ไดแอกโนสติกส์ กล่าว “เราดีใจที่ได้เห็นว่า ตอนนี้จะมีการนำเทสต์การตรวจภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู ของเรา ซึ่งเป็นการทดสอบหาปริมาณภูมิต้านทาน มารวมเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในงานวิจัยทดลองวัคซีนของโมเดอร์นาอีกครั้ง และมันอาจมีส่วนช่วยหยุดยั้งภาวะโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้ได้”

 

การใช้เทสต์ของโรชเพื่อวัดระดับปริมาณภูมิต้านทานที่ตำแหน่งรับ-ยึดเกาะของเชื้อซาร์ส-โควี-ทู จะช่วยให้โมเดอร์นา มีข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่ามหาศาลในการระบุความเชื่อมโยงระหว่างกลไกการป้องกันจากการได้รับวัคซีนและระดับของสารภูมิต้านทาน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินว่า ควรมีการฉีดวัคซีนซ้ำหรือไม่ และควรทำเมื่อใด อีกทั้งยังช่วยตอบคำถามทางการแพทย์อื่นๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ด้วยเช่นกัน

 

เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่องวัคซีนต้านเชื้อซาร์ส-โควี-ทู การทราบระดับตั้งต้นของภูมิต้านทานในร่างกายก่อนได้รับวัคซีนมีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อช่วยให้เราประเมินได้ว่าวัคซีนนั้นสามารถภูมิต้านทานได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในกรณีของภูมิต้านทานต่อเชื้อ ซาร์ส-โควี-ทู เพราะสารภูมิต้านทานเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถต้านเชื้อไวรัสและมีศักยภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันได้1 การวัดระดับภูมิต้านทานยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อ และ/หรือ ยับยั้งการระบาดและความรุนแรงของโรคโควิด-192

 

การทำงานร่วมกันของสององค์กรใหญ่ในครั้งนี้ เริ่มด้วยการนำเทสต์การตรวจสารภูมิต้านทานต่อโปรตีนหนามของเชื้อซาร์ส-โควี-ทู  ของโรชมาตรวจสอบหาสารภูมิต้านทาน anti-ซาร์ส-โควี-ทู ในร่างกายของผู้เข้าร่วมการทดลองก่อน เพื่อเป็นการประเมินระดับการติดเชื้อตามธรรมชาติของผู้ป่วย ก่อนรับวัคซีน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในงานวิจัยทดลองวัคซีนของโมเดอร์นา

 

เกี่ยวกับเทสต์การตรวจภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู 

การตรวจภูมิต้านทานต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู  เป็นการทดสอบทางวิทยาภูมิคุ้มกัน (immunoassay) เพื่อตรวจหาภูมิต้านทาน (รวมถึง IgG) ต่อเชื้อซาร์ส-โควี-ทู เชิงปริมาณ เป็นการตรวจภายนอกร่างกายเพื่อหาสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่แสดงว่าคนนั้นอาจเคยติดเชื้อมาแล้ว และอาจมีภูมิคุ้มกันไวรัสตัวนี้แล้ว เทสต์นี้ยังสามารถช่วยในการกำหนดความชุกของภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากร (เช่น ความหนาแน่นของผู้ที่มีสารภูมิต้านทานต่อไวรัส) ตลอดจนใช้ช่วยเสริมกับการทดสอบ Nucleic Acid Amplification Tests (NAAT) เพื่อการวินิจฉัยการติดเชื้อซาร์ส-โควี-ทู

 

เกี่ยวกับการรับมือของโรชต่อภาวะแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ในฐานะบริษัทเฮลต์แคร์ชั้นนำของโลก โรชทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้แต่ละประเทศสามารถรับมือและลดผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรชได้พัฒนาชุดทดสอบอันหลากหลายเพื่อช่วยในการตรวจหาและวิเคราะห์การติดเชื้อในผู้ป่วย รวมถึงการให้การสนับสนุนในเชิงดิจิตอลแก่ระบบเฮลต์แคร์ อีกทั้งยังมุ่งมั่นเสาะหา พัฒนา และส่งเสริมแนวทางการรักษาและดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

 

โรช ตระหนักดีว่าผลกระทบของโควิด-19 นั้นกว้างไกลกว่าแค่ผู้ติดเชื้อ เราจึงได้ร่วมงานกับผู้ให้บริการด้านเฮลต์แคร์ ห้องปฏิบัติการ หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ เพื่อช่วยให้มั่นใจได้ว่า ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจ ตลอดจนการดูแลรักษาที่จำเป็นในภาวะที่ท้าทายเช่นนี้ เรามีบทเรียนจากภาวะโรคระบาดนี้ เราจึงได้ร่วมมือกับภาครัฐและภาคีอื่นๆ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างรากฐานของเฮลต์แคร์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

 

โซลูชั่นการตรวจวินิจฉัยของโรช:

การตรวจที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและเชื่อถือได้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้ระบบเฮลต์แคร์สามารถก้าวผ่านภาวะโรคระบาดร้ายแรงครั้งนี้ได้ โซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ของโรชมีให้เลือกมากมาย อาทิ 

·        โซลูชั่นทดสอบระดับโมเลกุลที่สามารถรองรับงานปริมาณสูงเพื่อตรวจหาเชื้อ ซาร์ส-โควี-ทูที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 (ผ่านการอนุมัติ Emergency Use Authorisation หรือ EUA จากองค์การอาหารและยาสหรัฐ และมีให้บริการในประเทศที่รับรองมาตรฐาน CE Mark)

·        โซลูชั่นทดสอบสารภูมิต้านทานต่อเชื้อ ซาร์ส-โควี-ทูสำหรับการใช้งานในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาสารภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดต่อนิวคลีโอแคพซิดของเชื้อ (FDA EUA และ CE Mark)

·        โซลูชั่นทดสอบ IL-เพื่อช่วยในการระบุหาการติดเชื้อรุนแรงในผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่ามีเชื้อโควิด-19 (FDA EUA และ CE Mark)

 

เกี่ยวกับ โรช

โรชเป็นผู้บุกเบิกของโลกในด้านเวชภัณฑ์และการวินิจฉัยโรค ที่มุ่งเน้นสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรทั่วโลก  ด้วยจุดแข็งทั้งด้านเวชภัณฑ์และด้านการวินิจฉัยโรคที่รวมกันของโรช ทำให้โรชเป็นผู้นำในด้านกลยุทธ์การดูแลรักษาสุขภาพแบบจำเพาะบุคคล (Personalised Healthcare) ซึ่งมุ่งเน้นมอบการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคลด้วยวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นได้  

โรช เป็นหนึ่งในบริษัทไบโอเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผู้คิดค้นยาที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการรักษาโรคมะเร็ง ภูมิคุ้มกันวิทยา โรคติดเชื้อ จักษุวิทยา และระบบประสาท นอกจากนี้ โรชยังเป็นผู้นำของโลกในการวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการ การวินิจฉัยโรคมะเร็งจากชิ้นเนื้อ รวมถึงการจัดการโรคเบาหวาน

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2439 โรชยังคงมุ่งมั่นค้นคว้าวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน การวินิจฉัย และการรักษาโรคต่างๆ รวมถึงการตอบแทนคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน   และยังคงเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ได้ดียิ่งขึ้น  ผลิตภัณฑ์ยาที่โรชคิดค้นขึ้นมากกว่า 30 รายการ ได้บรรจุอยู่ในรายการยา Model Lists of Essential Medicines ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ยาต้านโรคมาลาเรีย และยารักษามะเร็ง  โรช ได้รับการยกย่องในในฐานะผู้นำของกลุ่มในด้านความยั่งยืนของกลุ่มเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices) เป็นเวลา 12 ปีต่อเนื่องกัน

กลุ่มบริษัท โรช ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสำนักงานอยู่ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ ใน พ.ศ. 2562 โรชมีพนักงานทั่วโลกกว่า 98,000 คน และลงทุนมากกว่า 11.7 พันล้านฟรังก์สวิสเพื่อการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะ  โรชมียอดขายของกลุ่มบริษัทเป็นจำนวนเงินกว่า 61.5 พันล้านสวิสฟรังก์ สำหรับบริษัท Genentech ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทโรช (Roche Group) ที่ทางโรชถือหุ้นทั้งหมด นอกจากนั้น โรชยังถือหุ้นใหญ่ในบริษัท Chugai Pharmaceutical ประเทศญี่ปุ่น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ www.roche.com

Vivo ประกาศผู้ชนะรางวัลการประกวดถ่ายภาพกล้องมือถือแห่งปี จากกิจกรรม VISION+ Mobile Photography Awards 2020



                    Vivo ประกาศผู้ชนะรางวัลการประกวดถ่ายภาพกล้องมือถือแห่งปี

                จากกิจกรรม VISION+ Mobile Photography Awards 2020

เซินเจิ้นสาธารณรัฐประชาชนจีน, 30 ธันวาคม 2563 – Vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประกาศรายชื่อผู้ชนะรางวัลการประกวดภาพถ่ายยอดเยี่ยมแห่งปี กับกิจกรรม VISION+ Mobile Photography Awards 2020 โดยมีช่างภาพจากทั่วโลกร่วมส่งผลงานสุดโดดเด่นที่สร้างสรรค์ด้วยกล้องบนโทรศัพท์มือถือเข้าร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก การประกวดครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ VISION+ ของ Vivo ซึ่งมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยมือถือและเฟ้นหานิยามของความงามรูปแบบใหม่ๆ โดยขณะนี้ผลงานอันน่าทึ่งของเหล่าช่างภาพที่ได้รับรางวัลถูกจัดแสดงต่อสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จและเป็นนิมิตหมายอันดีต่อโครงการ VISION+ ของ Vivo ในอนาคตอีกด้วย

 

จับมือ National Geographic เพื่อสำรวจวัฒนธรรมการถ่ายภาพบนมือถือของผู้คน

 

ในปัจจุบันสมาร์ตโฟนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่มอบประสบการณ์ความสุขให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์และถ่ายทอดผลงานออกมาเป็นภาพถ่าย โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Vivo ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ VISION+ ซึ่งเป็นอีโคซิสเต็มที่รวบรวมคอนเทนต์รูปภาพจากผู้ใช้งานทั่วโลก โดยมีหัวใจหลักสำคัญคือ JOY IMAGE” หรือภาพถ่ายแห่งความสุข และได้ร่วมมือกับ National Geographic จัดการประกวด VISION+ Mobile Photography Awards 2020 โดยเน้นหาภาพถ่ายที่มีมุมมองโดดเด่น สามารถถ่ายทอดอารมณ์อันเป็นเอกลักษณ์ และสะท้อนวัฒนธรรมสากลของมนุษย์ พร้อมเชิญชวนเหล่าครีเอเตอร์จากทั่วทุกมุมโลกร่วมส่งผลงานสุดสร้างสรรค์ที่ถ่ายโดยกล้องสมาร์ตโฟน


 

Vivo ประกาศเปิดตัว Vivo VISION+ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

หลังจากเปิดรับผลงานเข้าร่วมประกวดเป็นระยะเวลา เดือน มีผู้ส่งผลงานทั้งรูปภาพและวิดีโอที่ถ่ายด้วยมือถือเข้าร่วมกว่า 135,000 ชิ้น จาก ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหราชอาณาจักรฝรั่งเศสสเปนจีนเวียดนาม และอื่นๆ ซึ่งมีผลงานที่เข้าตาคณะกรรมการและผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 37 ผลงาน ตัดสินโดยช่างภาพและผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายระดับโลก ทั้ง สตีฟ แมคเคอร์รี (Steve McCurry) เจ้าของภาพถ่ายอันโด่งดังที่ขึ้นปกนิตยสาร National Geographic มาแล้วหลายฉบับ และ ไมเคิล ฮอลส์แบนด์ (Michael Halsband) ศิลปินผู้เคยถ่ายภาพบุคคลดังระดับโลกมาแล้วมากมาย ในการประกวดครั้งนี้คณะกรรมการได้ร่วมคัดเลือกภาพถ่ายที่สะท้อนถึงเรื่องราวของชีวิตและภาพสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกในปี 2020 นี้

 

 

ส่องความสุขจากทั่วโลกผ่านภาพถ่าย

 

เหล่าครีเอเตอร์มากมายได้ร่วมให้คำนิยามและถ่ายทอดความสุขของชีวิตผ่านภาพถ่ายจากมือถือในสไตล์ที่แตกต่างกัน ทั้งภาพถ่ายบุคคล ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพยามค่ำคืนที่สวยงาม รวมทั้งภาพแห่งความทรงจำของห้วงเวลาชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งในการประกวด Vivo VISION+ Mobile Photography Awards 2020 มีหัวข้อการประกวดทั้งหมด หมวดหมู่ ได้แก่ ภาพถ่ายบุคคล (Portrait), ภาพถ่ายกลางคืน (Night), ภาพวิวทิวทัศน์ (Landscape), ภาพเคลื่อนไหว (Motion), ภาพความทรงจำ (Memories) และภาพเล่าเรื่องราว (Story) โดยรางวัลที่มอบในการประกวดครั้งนี้มีทั้งรางวัลภาพถ่ายยอดเยี่ยมแห่งปี (Picture of the Year), รางวัลชนะเลิศประจำหมวดหมู่ (Category Winners), รางวัลชมเชย (Honorable Mention) และรางวัลผู้เข้ารอบสุดท้ายในแต่ละหมวดหมู่ (Category Finalists) ซึ่ง Vivo ยกให้ภาพ Daily Life of Four Big Mouth Monsters” ของ จาง อวี ได้รับรางวัลภาพถ่ายยอดเยี่ยมแห่งปีในการประกวดครั้งนี้

 

 

Daily Life of Four Big Mouth Monsters” ผลงานของ จาง อวี จาก สาธารณรัฐประชาชนจีน
ได้รับรางวัลภาพถ่ายยอดเยี่ยมแห่งปี ในการประกวด 
Vivo VISION+ Mobile Photography Awards 2020


 

จาง อวี (Zhang Yu) สังเกตเห็นว่าการที่เด็กๆ กำลังทำท่ายื่นมือออกจากคอเสื้อของตัวเองนั้น คล้ายกับท่าทางของสัตว์ประหลาดหรือ “Big Mouth Monster” โดย จาง อวี ได้บันทึกภาพช่วงเวลาที่เด็กๆ ทั้งสี่คนกำลังเล่นสนุกกันอยู่ด้วยกล้องสมาร์ตโฟนของเขา เพื่อถ่ายทอดความหวังที่ส่องประกายแม้ว่าปี 2020 ที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ท้าทายมากมาย

 

Camping Night with Beloved Friends ผลงานโดย รีฟกี มอช ลุตพี (Rifqi Moch Lutpi) จากอินโดนีเซีย ได้รับรางวัลชมเชย โดยภาพนี้ถ่ายทอดช่วงเวลาที่เพื่อนรักสามคนกำลังนั่งคุยกันใกล้ๆ กองไฟในคืนที่มืดมิด ซึ่งเจ้าตัวอธิบายเบื้องหลังของภาพนี้ว่า “ในชีวิตของผม การออกไปตั้งแคมป์เป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่สุด เป็นช่วงเวลาที่สุดยอด เราทุกคนควรเพลิดเพลินไปกับทุกช่วงเวลาของชีวิตและใช้มันอย่างคุ้มค่าด้วยการออกไปทำกิจกรรมที่หลากหลาย”

 


Camping Night with Beloved Friends ผลงานโดย รีฟกี มอช ลุตพี จากอินโดนีเซีย


 

สุดยอดภาพถ่ายด้วยกล้องมือถือจำนวนมากมายเหล่านี้ส่งเข้ามาในหัวข้อต่างๆ ทั้ง ภาพถ่ายบุคคล ภาพถ่ายกลางคืน ภาพถ่ายวิวทิวทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ และภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราว ซึ่งผลงาน Opera Watch ได้รับรางวัลชนะเลิศในหัวข้อภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวในรูปแบบวิดีโอ ถ่ายโดย เฉิน เล่ย (Chen Lei) ช่างภาพจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่บันทึกเรื่องราวของคณะนักแสดงงิ้วเสฉวนแบบดั้งเดิม (Sichuan Opera) ที่นำวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของมนุษย์มาถ่ายทอดเป็นฉากการแสดงต่างๆ พร้อมด้วยดนตรีพื้นบ้านบรรเลงด้วยกลองอย่างลงตัว

Opera Watch ผลงานโดย เฉิน เล่ย จากสาธารณรัฐประชาชนจีน
(ลิงก์วิดีโอ
https://vivo20200917.oss-cn-beijing.aliyuncs.com/video/20201120/1599/v_5fb7d170c2664.mp4)

 

ผลงานชนะเลิศที่โดดเด่นเหล่านี้จัดแสดงอยู่บนเว็บไซต์หลักของVivoVISION+(https://visionplus.vivo.com/มีทั้งภาพ Steelwool with Bridge ผลงานของ พแย พิว ออง (Pyae Phyo Aung) จากเมียนมาร์ ในหมวดภาพถ่ายกลางคืน ภาพ Balinese Woman ผลงานโดย อารีฟ ซาเทรีย (Arief Satria) จากอินโดนีเซีย ในหมวดภาพถ่ายบุคคล และภาพ Replicate ผลงานจาก หลิน ไหโป (Lin Haibo) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในหมวดภาพถ่ายแห่งความทรงจำ ซึ่งภาพถ่ายเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานอันน่าทึ่งที่สร้างสรรค์ผ่านกล้องมือถือ

 

Steelwool with Bridge ผลงานชนะเลิศในหมวดภาพถ่ายกลางคืนโดย พแย พิว ออง จากเมียนมาร์

 

Balinese Woman ผลงานชนะเลิศในหมวดภาพถ่ายบุคคลโดย อารีฟ ซาเทรีย จากประเทศอินโดนีเซีย

 

Replicate ผลงานชนะเลิศในหมวดภาพถ่ายแห่งความทรงจำโดย หลิน ไหโป จากสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

 

เข้าใจศิลปะการถ่ายภาพบนมือถืออย่างลึกซึ้ง เพื่อความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่เหนือกว่า

 

Vivo คือผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมด้วยหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นอุปกรณ์อัจฉริยะพร้อมบริการอันชาญฉลาด ตลอด 25 ปีในวงการเทคโนโลยี Vivo สื่อสารกับผู้ใช้งานด้วยความตั้งใจจริงเสมอมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานอย่างสูงสุด

 

คติของ Vivo ในฐานะแบรนด์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก คือการส่งมอบอุปกรณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้คนทั่วไปสามารถถ่ายทอดตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาพถ่ายที่เปี่ยมชีวิตชีวาระดับมืออาชีพ ซึ่ง Vivo หวังให้ผู้ใช้งานอีกหลายล้านคนได้เล็งเห็นรายละเอียดต่างๆ ของชีวิตมากขึ้น เก็บบันทึกช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน และแบ่งปันความรู้สึกเหล่านี้ไปพร้อมกับคนทั้งโลก และ Vivo เองจะยังคงร่วมมือกับเหล่าครีเอเตอร์ในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่หลากหลายและมีชีวิตชีวามากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น และเข้ามามีบทบาทต่อวัฒนธรรมของผู้คนในฐานะแบรนด์สมาร์ตโฟนที่มียอดผู้ใช้งานและแฟนๆ ทั่วโลกกว่า 380 ล้านคน

คณะตรวจเข้มอิมแพคและบริเวณโดยรอบ มั่นใจศักยภาพสาธารณสุขไทยพร้อมรับศึกขนไก่เวิลด์ทัวร์ 3 รายการใหญ่ได้อย่างปลอดภัยขั้นสูงสุด

 


คณะตรวจเข้มอิมแพคและบริเวณโดยรอบ

มั่นใจศักยภาพสาธารณสุขไทยพร้อมรับศึกขนไก่เวิลด์ทัวร์ 3 รายการใหญ่ได้อย่างปลอดภัยขั้นสูงสุด

 

31 ธันวาคม 2563 – ความเคลื่อนไหวในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันศึกแบดมินตัน 3 รายการใหญ่ในเมืองไทยที่จะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ปี 2021 นี้ ได้แก่ศึก "โยเน็กซ์ ไทยแลนด์ โอเพ่น" ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างวันที่ 12-17 มกราคม 2564, "โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น" ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างวันที่ 19-24 มกราคม 2564 และ "เอชเอสบีซี บีดับเบิ้ลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ ไฟนัล 2020" ชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างวันที่ 27-31 มกราคม 2564 ที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี

           

ล่าสุดในช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดีที่ 31 ธ.ค.63 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการตรวจเยี่ยมสนามแข่งขันและแถลงต่อผู้สื่อข่าวยืนยันถึงความพร้อมของการจัดการแข่งขันแบดมินตัน 3 รายการประวัติศาสตร์ในประเทศไทย โดยมี คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล รองประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก และนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานางสาวดารณี ลิขิตวรศักดิ์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยนายแพทย์ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรคแพทย์หญิงวลัยรัตน์ ไชยฟู นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคพลตำรวจตรี ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ร่วมตรวจสอบพื้นที่ใช้แข่งขันแบดมินตันเวิลด์ทัวร์และบริเวณโดยรอบอิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี เปิดให้สื่อมวลชนร่วมทำข่าว

           

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การตรวจเยี่ยมพื้นที่และการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันแบดมินตันระดับโลก 3 รายการ ในระหว่างวันที่ 12 - 31 มกราคม 2564 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันในรูปแบบสถานที่กักกัน รูปแบบเฉพาองค์กร (Organizational Quarantine) หรือ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจัดการแข่งขันได้ ภายใต้มาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด จาก ศบค. และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข”

          

“โดยพื้นที่ที่เข้าไปตรวจเยี่ยมเป็นสถานที่จัดการแข่งขัน คือ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี และสนามฝึกซ้อม Hall 5 สถานที่พักของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ของชาวต่างชาติ โรมแรม โนโวเทล กรุงเทพ อิมแพค สถานที่พักของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ของชาวไทย โรงแรม ไอบิส กรุงเทพ อิมแพค ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยกำหนดเป็น Bubble Area ผู้ที่เข้าอยู่ในสถานที่กักกันตัว หรือ OQ ต้องอยู่ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 4 - 31 มกราคม 2564 โดยห้ามออกก่อนกำหนดโดยเด็ดขาด กรณีต้องออกจะต้องครบ 14 วัน และไม่สามารถเข้าไปใหม่ได้ และห้ามผู้ที่อยู่ภายนอก Bubble เข้าโดยเด็ดขาดเช่นกัน ภายใต้การกำกับควบคุมของทีมด้านการแพทย์และสาธารณสุข จากกรมควบคุมโรค และกรมแพทย์ทหารอากาศ ที่จะเข้าไปกำกับตลอดการจัดการแข่งขัน โดยการจัดการแข่งขันแบดมินตันดังกล่าวได้อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด รวมถึงพ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ของการแข่งขัน 3 รายการ”

           




“กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจัวหวัดนนทบุรี กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมการกงสุล กรมแพทย์ทหารอากาศ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 สมาคมแบดมินตัน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมความร่วมมือในการจัดการแข่งขันและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ จาก 25 ประเทศ จำนวน 433 คน เพื่อสร้างความมั่นใจในการจัดการแข่งขันแบดมินตันระดับโลกในประเทศไทยครั้งนี้ ภายใต้มาตรการควบคุมโรคและแนวทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกขั้นตอนมีแนวปฏิบัติที่ละเอียดชัดเจน มีการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติ และผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกจุดให้เกิดความปลอดภัยขั้นสูงสุด ทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การรับนักกีฬาจากสนามบินถึงโรงแรมที่พักมีการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันแรกเมื่อถึงที่พัก และตรวจทุกๆ 3 วัน รวมตรวจ 8 ครั้ง ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน”

           

“แนวปฏิบัติในการเข้าพัก การรับประทานอาหารกล่องในห้องพักในช่วง 14 วันแรก การจัด การขยะ การซักเสื้อผ้า การทำความสะอาดที่พัก/ห้องน้ำ แนวปฏิบัติในการเดินทางจากโรงแรมโนโวเทล โดยใช้รถบัส/รถตู้ แยกประเทศ ไปอาคาร Hall 5 และอิมแพคอารีน่า เพื่อฝึกซ้อมและแข่งขัน การทำความสะอาดอุปกรณ์พื้นผิวสัมผัสต่างๆ อุปกรณ์กีฬา สนามแข่งขัน ฯลฯ  ทุกการเคลื่อนไหวของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จะมี Applicationติดตามตัว และมีกล้องวงจรปิด ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งภายในบริเวณโรงแรม สนามแข่งขัน สนามฝึกซ้อม ห้องฟิตเนส รวมทั้งจุดที่เป็นประตูเข้าออกต่าง ๆ จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกำกับควบคุม ไม่ให้มีการเข้าออกโดยเด็ดขาด มีระบบการติดต่อสื่อสารและระบบรายงานระหว่างในและนอก Bubble Area ประจำทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง มีศูนย์ Command Center ที่พร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุปสรรค ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการแข่งขัน”

 

“ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศไทยในปัจจุบัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และทุกหน่วยงานที่ร่วมแรงร่วมใจกันในครั้งนี้ มีความมั่นใจในมาตรการและแนวการปฏิบัติ ใน Organizational Quarantine ในครั้งนี้ ว่าจะเป็น Bubble Area ที่สะอาดที่สุด สร้างความเชื่อมั่นให้นักกีฬา และทุกประเทศทั่วโลก ในศักยภาพด้านสาธารณสุขของประเทศไทยที่มีความพร้อมรองรับการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ในอีกหลายรายการที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 ที่สำคัญ คือ วงการกีฬาทั่วโลกให้ความสนใจและจับตามองความสำเร็จของการจัดการแข่งขันแบดมินตันครั้งนี้เป็นอย่างมาก  ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศบค และบุคลากรทางการแพทย์ และขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้ติดตามและให้ความร่วมมือการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด และร่วมส่งแรงเชียร์แรงใจในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และเชียร์นักกีฬาไทยผ่านระบบออนไลน์ และ Social Media”

           

พ.ญ.วลัยรัตน์ ไชยฟู นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า “ในส่วนของมาตรการของด้านสาธารณสุขของทางกรมควบคุมโรค ดำเนิการในส่วนของควบคุมโรคอย่างเต็มที่ ตามหลักการของศบค.กำหนด และ พ.ร.บ.โรคติดต่อพ.ศ. 2558 ตั้งแต่การเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทั้งหมด จะต้องเข้ารับการกักตัว หรือ Bubble Quarantine เป็นเวลา 14 วัน แต่ก็ยังจะมีการฝึกซ้อม และ การแข่งขัน ซึ่งจะแตกต่างกับ ASQ แต่ทั้งหมดนี้ทั้งปวงเราจะทำการหลักภายใต้ก็คือ ห้ามสัมผัสกันโดยเด็ดขาด ต้องเว้นระยะห่าง หรือ Social Distancing เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อกัน ทั้งคนที่มาจากประเทศเดียวกัน และ ต่างประเทศด้วย” 

           

“นักกีฬาและผู้ฝึกสอน รวมเจ้าหน้าที่ทั้งคนไทยและต่างชาติ รวมถึงแม่บ้านของอิมแพค เมืองทองธานี แม้กระทั่งสื่อมวลชนที่ประสงค์จะเข้ามาทำข่าวในสนาม ต้องเข้ารับการกักตัว (Bubble Quarantine) ด้วยเช่นกัน ทุกคนจะต้องทำตามกติกาเหมือนกันหมดทุกคน มีการป้องกันตัวเองตั้งแต่ออกจากห้องพัก จะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ควบคุมทุกครั้งตลอดเวลา สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง พกเจลแอลกอฮอล์ เมื่อไปสัมผัสหรอืไปจับต้องในสิ่งของต่างๆ รวมไปถึงต้องเว้นระยะห่างตลอดเวลา ในช่วงเวลาการฝึกซ้อมต่างๆ หรือ เดินทางไปที่ไหนต่างๆ และจะต้องวัดอุณหภูมิทุกครั้งก่อนออกไปสนามซ้อม และ ทำการแข่งขันต่างๆ ทุกวันและต้องรายงานจนครบ 14 วัน จากนั้นจึงมีมาตารการในการผ่อนคลายบางส่วน”

 

“เมื่อครบ 14 วันแล้ว ไม่มีใครติดเชื้อแม้แต่คนเดียวจะถือว่าบับเบิ้ลนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและปลอดภัย ทั้งนี้ พ.ญ.วลัยรัตน์ กล่าวต่ออีกว่า สาเหตุที่ไม่อนุญาตให้แฟนๆแบดมินตันเข้าชมทั้ง 3 รายการ เพราะว่า เราจะต้องเซฟในการ บับเบิ้ลในครั้งนี้ไปด้วยจนกระทั่งแข่งขันเสร็จสิ้นในวันที่ 31 มกราคม นักกีฬาที่ตกรอบไปแล้วก็จะต้องอยู่ในบับเบิ้ลอีกจนกว่าจะครบ 14 วัน”

           

“ถ้าหากมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ขึ้นมา ในระหว่างบับเบิ้ล จะต้องเข้ารับการรักษาทันที ถ้าใครเป็นผู้สัมผัสจะถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จะต้องเข้ารับการกักตัวทันทีเช่นกัน แต่จะอนุญาตให้ทำการฝึกซ้อมได้ เนื่องจากจะมีพาร์ติชั่นแยกไว้อยู่แล้ว ซ้อมทีละชาติในแต่ละสนามซ้อม จะไม่พบกันเลยในช่วง 14 วันแรก”

           

“ตอนนี้ได้แจ้งไปยังนักกีฬาทุกคนก่อนที่จะเข้ารับการกักตัวจะต้องเซฟตัวเองจากที่บ้านด้วยเช่นกัน ก่อนเข้ารับการบับเบิ้ล 14 วัน ด้วย เพื่อป้องกันในการติดเชื้อ ส่วนในการตรวจเชื้อนั้นจะต้องเข้ารับการตรวจเชื้อ 8 ครั้ง ในเคสที่ต้องอยู่กันในวงเป็นจำนวนมาก ส่วนคนที่อยู่ในที่ไม่คุลกคลีกันมาก็จะตรวจเชื้อ 4 ครั้งเท่านั้น”

           

ส่วนทาง คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล รองประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก และนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐบาลไทย ทุกหน่วยงานราชการ ทุกหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง สำหรับความแน่วแน่มั่นคงในการส่งเสริมสนับสนุนด้วยดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันกีฬาแบดมินตันระดับโลกถึง 3 รายการติดต่อกันในประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นจริงได้ในสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก อันเป็นผลเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19”

           

“การแข่งขันครั้งนี้เกิดจากความพากเพียรพยายามทุ่มเทดำเนินการ ทุ่มเททุกสรรพกำลังในการจัดการแข่งขันกีฬาแบดมินตันระดับโลกในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ขอขอบคุณมายังทุกสมาคมกีฬาแบดมินตัน และผู้บริหารด้านกีฬาของทุกประเทศ สำหรับความเชื่อมั่นและความร่วมมือที่พร้อมใจกันส่งทัพนักกีฬายอดฝีมือเดินทางมาร่วมแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งจะมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากต่างประเทศ 400 คน รวมกับนักกีฬา เจ้าหน้าที่ในทุกๆฝ่ายของไทยอีก 400 คน รวมทั้งสิ้นกว่า 800 คน ที่จะอยู่ใน Bubble Quarantine โดยจะมีการเฝ้าติดตามทุกคนที่อยู่ในการกักตัว จากกล้องวงจรปิดกว่า 460 ตัว ในระยะเวลา45 วัน ที่จะบันทึกข้อมูลทั้งหมด เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ ในการจัดการแข่งขันให้สำเร็จลุลุ่วงไปด้วยดี”

           

“ความมุ่งมั่นของเราคือ การนำนักกีฬาแบดมินตันยอดฝีมือจากทั่วโลกกลับมาสู่สนามแข่งขันให้ผู้คนทั้งโลกได้ชมเชียร์ผ่านทางการถ่ายทอดสด มอบความสุขแก่ทุกครัวเรือนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หลังจากการแข่งขันแบดมินตันระดับโลกห่างหายไปในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา การที่นักกีฬากลับมาแข่งขันอีกครั้ง จะเป็นต้นแบบการแข่งขันแบดมินตันในยุค New Normal ใช้เป็นโมเดลในการจัดการแข่งขันเก็บคะแนนโอลิมปิกอีก 6 รายการที่เหลือ และทำให้สปอนเซอร์กลับเข้ามาให้การสนับสนุน”

           

“การจัดการแข่งขันครั้งนี้ จะเป็นความภาคภูมิใจของคนวงการกีฬา ด้วยเป็นการแสดงถึงศักยภาพของประเทศไทยและความร่วมมืออันดีจากทุกสมาคมกีฬาแบดมินตันทั่วโลก ในการเผชิญกับความยากลำบากและเอาชนะเหนืออุปสรรคทั้งปวง โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรงนี้” คุณหญิงปัทมา กล่าวเพิ่มเติม

           


                                                


 การปรับตัวของภาคธุรกิจ หลังวิกฤตโควิด-19

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นพลังที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้เปิดรับและปรับใช้เทคโนโลยีอย่างมหาศาล องค์กรหรือธุรกิจจำนวนมากที่พยายามปรับตัวให้ทันกับความท้าทายของ Digital Disruption ที่ถูกพูดถึงมากในช่วงก่อนหน้านี้ ทันทีที่ได้รับแรงกระเพื่อมเหมือนคลื่นลูกใหญ่จากสถานการณ์ COVID-19 สิ่งที่เคยขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป กลับกลายเป็นการความเร่งด่วนให้ต้องปรับมากขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้น เท่าทันกับทุกย่างก้าวของสถานการณ์

ในมุมของธุรกิจจำเป็นต้อง ‘ปรับตัว’ อย่างยิ่ง การปรับตัวที่ว่าไม่เพียงแต่การมุ่งประหยัดต้นทุน ค่าใช้จ่าย รักษากระแสเงินสด เพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอด แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะช่วยผลักดันให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

หลายๆ ธุรกิจปรับตัวและนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจจะมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ไม่เว้นแม้แต่ในธุรกิจก๊าซหุงต้ม ซึ่งหากมองกันเพียงผิวเผินธุรกิจดังกล่าวเป็นเพียงการซื้อมาและขายไป แต่อันที่จริงแล้วมีการบริหารจัดการในเรื่องของกระบวนการซื้อ-ขายก๊าซ บรรจุก๊าซ และขนส่ง ทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่าง โออาร์ และกรุงศรี พัฒนา B2B QR Solution มาช่วยในธุรกิจก๊าซหุงต้ม ซึ่งคือ “Krungsri Cashless Chain” โดยเป็นการปรับกระบวนการในการชำระค่าก๊าซหุงต้มของร้านค้าตัวแทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ปตท. กับโรงบรรจุก๊าซของ  โออาร์ โดยกระบวนการคือทุกครั้งที่พนักงานของร้านตัวแทนจำหน่ายฯ นำถังเปล่าไปรับการบรรจุที่โรงบรรจุก๊าชหุงต้ม ปตท. จะสามารถชำระค่าก๊าซด้วย Krungsri QR Code (แบบ Closed-loop) ที่ทางกรุงศรีออกแบบ โดยยอดเงินและรายละเอียดต่างๆ จะถูกส่งไปยังโมบายแอปพลิเคชันของกรุงศรี ซึ่งทางเจ้าของร้านค้าตัวแทนจำหน่ายฯ จะสามารถตรวจสอบรายละเอียด และอนุมัติจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันนี้ได้ทันที ซึ่งผลการชำระเงินนี้ ก็จะถูกส่งไปยังโรงบรรจุก๊าซโดยอัตโนมัติด้วย นับเป็น Solution การทำธุรกรรมแบบไร้เงินสด (Cashless) ระหว่างผู้ประกอบการ (B2B) ครบทั้งวงจรธุรกิจ อีกทั้งร้านค้าตัวแทนจำหน่ายฯ กับโรงบรรจุก๊าซของ โออาร์ ยังสามารถดูแลทุกยอดการใช้จ่ายผ่านช่องทาง Internet Banking สำหรับลูกค้าธุรกิจ (Krungsri Biz Online) ในการจัดการทางการเงินด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย

 

 

 

นอกจากนี้ Krungsri Cashless Chain ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการถือเงินสด ทั้งการโจรกรรม การนับเงิน และ การทุจริต รวมถึง เป็นการลดระยะเวลาในการทำงาน เช่น เจ้าของร้านค้าก๊าซไม่จำเป็นต้องเดินทางไปด้วยตนเอง เจ้าของโรงบรรจุสามารถตรวจสอบจำนวนเงินเข้าออก โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ที่โรงบรรจุฯ

 

สำหรับโซลูชั่นดังกล่าวนี้ ยังได้รับรางวัลจากสถาบันที่น่าเชื่อถืออย่าง The Asset ในด้าน Best Payments and Collections Solution in Thailand สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาระบบการทำธุรกรรมสำหรับภาคธุรกิจที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ได้ครบวงจรธุรกิจ ถือเป็นต้นแบบสังคมไร้เงินสดของภาคธุรกิจในประเทศไทย ที่สามารถช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไปในอนาคต

 

“Global Countdown Destination ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ณ ไอคอนสยาม”

 



“Global Countdown Destination ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ณ ไอคอนสยาม”

สำนักข่าวต่างประเทศ อาทิ CNN, ABC, Reuters, AFP, Europe News, Fox News, ABC News ได้นำเสนอภาพไฮไลต์การนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ของมหานครใหญ่ทั่วโลก โดยหนึ่งในประเทศที่ได้รับการคัดเลือกจากสื่อต่างประเทศก็คือการแสดงพลุรักษ์โลก "Amazing Thailand Countdown 2021" ในรูปแบบ New Normal ณ ไอคอนสยาม ตอกย้ำการเป็น Global Countdown Destination แห่งหนึ่งของโลก เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

โดยไฮไลท์สำคัญในช่วงวินาทีก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่อย่างยิ่งใหญ่ เป็นการแสดงพลุรักษ์โลกทำจากข้าวเหนียวไทยนวัตกรรมจากญี่ปุ่น ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วยจำนวนพลุมากกว่า 25,000 ดอก ความยาวกว่า 1,400 เมตร สื่อความหมายถึงความหวัง ความศรัทธา ความรุ่งเรือง และความสุข ส่งต่อกำลังใจให้คนไทยและคนทั้งโลกฝ่าวิกฤตโควิด-19 และก้าวผ่านปีที่ยากลำบากไปสู่การเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง




โดยในปีนี้ไอคอนสยามได้ขานรับนโยบายภาครัฐอย่างเคร่งครัด งดกิจกรรมคอนเสิร์ตและกิจกรรมเคาน์ดาวน์ เพื่อป้องการการแพร่กระจายของไวรัสโควิด - 19 ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ยังจะมีส่วนอย่างมากในการช่วยพยุงธุรกิจการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการริมแม่น้ำเจ้าพระยานับร้อยราย จะสามารถมีรายได้หล่อเลี้ยงพนักงานและครอบครัวจำนวนหลายชีวิตได้ในช่วงเวลาอันแสนยากลำบากนี้อีกด้วย

ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...