วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2567

พิพิธภัณฑ์หูหนานจัดนิทรรศการดิจิทัล ถ่ายทอดศิลปะแห่งชีวิตในวัฒนธรรมราชวงศ์ฮั่นหม่าหวังตุย

 


พิพิธภัณฑ์หูหนาน

 

ฉางซา จีน26 มิถุนายน 2567 /ซินหัว-เอเชียเน็ท/ดาต้าเซ็ต

 

ปีนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษครบรอบ 50 ปีของการขุดค้นสุสานราชวงศ์ฮั่น ณ หม่าหวังตุย โดยพิพิธภัณฑ์หูหนาน (Hunan Museum) ได้ร่วมมือกับห้องสมุดดิจิทัลแห่งประเทศจีน และทีมงานของศาสตราจารย์หวัง เยว่จิน (Wang Yuejin) จากห้องปฏิบัติการแคมแล็บ (CAMLab) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จัดนิทรรศการดิจิทัลเพื่อถ่ายทอดศิลปะแห่งชีวิตในวัฒนธรรมราชวงศ์ฮั่นหม่าหวังตุยอย่าง “The Art of Life - Mawangdui Han Dynasty Culture Immersive Digital Exhibition” เมื่อวันที่ มิถุนายน 2567

 

นิทรรศการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจแนวทางส่งเสริมวัฒนธรรมกับเทคโนโลยีให้ผสมผสานกันอย่างลึกซึ้ง โดยระดมทรัพยากรทางวิชาการจากทั่วโลก และใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียล้ำสมัยเพื่อนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมของสุสานฮั่นที่หม่าหวังตุยในรูปแบบดิจิทัล ผ่านประสบการณ์มัลติมีเดียเชิงละคร ซึ่งให้ภาพรวมในเรื่องแก่นแท้ของอารยธรรมจีนโบราณและความสำเร็จทางศิลปะ นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นถึงศิลปะ จินตนาการ และโลกทัศน์ที่สะท้อนจากวัฒนธรรมของสุสานฮั่นที่หม่าหวังตุยอย่างครบถ้วน และหวังสร้างต้นแบบใหม่สำหรับการนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัลที่มีอิทธิพลระดับโลก

 

นิทรรศการนี้แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ๆ ได้แก่ กาล-อวกาศ หยินและหยาง และ ชีวิต ซึ่งจะพาเราไปสัมผัสกับความเคลื่อนไหวเบื้องหลัง การทำงานของจักรวาล การเปลี่ยนผ่านของชีวิต โดยจะได้เห็นโครงสร้างห้อง โบราณวัตถุนับไม่ถ้วน แนวคิดทางวัฒนธรรม และปรัชญาชีวิตของสุสานฮั่น รวมถึงได้สัมผัสกับจินตนาการอันยิ่งใหญ่และงานศิลป์ที่สะท้อนมุมมองต่อจักรวาลและชีวิตของชาวจีนโบราณ ราวกับว่าได้ออก เดินทางข้ามกาลและอวกาศ” ที่มองเห็นและสัมผัสได้

 

ภายในนิทรรศการ ผู้เข้าชมจะได้รับประสบการณ์ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสหลากหลาย อย่างในโซน หยินและหยาง จะได้สำรวจพื้นที่แห่งชีวิตทั้งสี่ภายในโลงศพชั้นนอกสี่ชั้นของสุสานหมายเลขหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เราเห็นถึงความพยายามของบรรพชนจีนในการไขความลับของชีวิตอย่างไม่รู้จบ และจินตนาการอันล้ำลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณ ส่วนในโซน ชีวิต ภาพวาดบนผ้าไหมรูปตัว T ก็ย้อนสู่ ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ อีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจอ LED ทรงกลม กราฟิกโต้ตอบ และการบูรณะโบราณวัตถุในโลกดิจิทัล ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในพิธีกรรม จากดินสู่ฟ้า ที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพเขียนสีบนผ้าไหม นอกจากจะได้สัมผัสกับวิถีแห่งการเปลี่ยนผ่านของชีวิตแล้ว ยังจะได้เข้าถึงความคิดและความรู้สึกของชาวจีนในอดีตเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนอีกด้วย

 

นิทรรศการนี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้จนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีแผนเดินสายออกทัวร์ทั่วโลก

 

ที่มาพิพิธภัณฑ์หูหนาน

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2567

เพื่อสิ่งแวดล้อม

 


นักรบ กุลพนิชย์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน บริษัท เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ ในฐานะผู้จัดการทั่วไป อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ จัดงาน “CW Go Green Day รักษ์โลกรักษ์สิ่งแวดล้อม” พร้อมจัดกิจกรรมเสวนา GREEN TALK ภายใต้หัวข้อ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน เพื่อรณรงค์ พร้อมเผยแพร่ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องการจัดการขยะ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อช่วยรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้กับบุคลากรและผู้เช่าอาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ โดยมี กีรติ โกสีย์เจริญ (ขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่มงานบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แลผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำ ร่วมงาน เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์

เสียวหมี่มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าที่ซื้อ Redmi Note 13 Pro 5G สีใหม่ Olive Green ลุ้นร่วมงาน ICONIC FAN MEET กับ BamBam ที่ประเทศมาเลเซีย

 


กรุงเทพฯ ประเทศไทย 25 มิถุนายน 2567 – เสียวหมี่ ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าที่ซื้อสมาร์ทโฟน Redmi Note 13 Pro 5G สี Olive Green ที่ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมในระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2567 – 3 กรกฎาคม 2567 ได้ลุ้นร่วมงาน ‘ICONIC FAN MEET กับ BamBam’ ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 พร้อมรับตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ - กัวลาลัมเปอร์ และที่พัก วัน คืน อีกด้วย*

 

 

ลูกค้าที่ซื้อสมาร์ทโฟน Redmi Note 13 Pro 5G สี Olive Green ผ่านร้านค้าที่ร่วมรายการและลงทะเบียนร่วมกิจกรรมผ่านเว็บไซต์ https://www.mi.com/th/event/2024/iconic-fan-meet ในระหว่างวันที่ วันที่ 21 มิถุนายน 2567 – 3 กรกฎาคม 2567 ร่วมลุ้นเป็นหนึ่งใน 50 ผู้โชคดี เพื่อเข้าร่วมงาน ‘ICONIC FAN MEET กับ BamBam’ ในวันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2567 ที่ประเทศมาเลเซีย พร้อมรับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ และที่พักจำนวน คืน มูลค่ารางวัลละ 15,000 บาท (ผู้โชคดี ต่อ รางวัล) โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัล จำนวน 50 ท่านบน Facebook Page Xiaomi Thailand ในวันที่ กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป*

 

หมายเหตุ* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/Iconic-Fan-Meet

และ https://bit.ly/terms-conditions-iconic-fanmeet

ศูนย์ทดสอบฯ มธ. เปิดตัว “FORWARD” มิติใหม่แห่งศูนย์กลางด้านการประเมินความพร้อมทางปัญญาและการเรียนรู้ เพื่อเสริมศักยภาพสู่การเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ

 


สำหรับผู้ที่สนใจ หรือ นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่กำลังเตรียมตัวก้าวเข้าสู่โลกของธุรกิจ ท่านสามารถประเมินความพร้อมสมรรถนะทางปัญญา และการเรียนรู้ ในศาสตร์ด้านบริหารฯได้ โดยเข้าร่วมประเมินความพร้อมของตน กับ ศูนย์ทดสอบสมรรถนะแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TCTC) ที่ได้มีการพัฒนา “FORWARD” หรือ Foremost Wisdom Academic Readiness Demonstration รูปแบบใหม่

ผศ.ดร.จินตนัย ไพรสณฑ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบสมรรถนะแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TCTC) เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์ความรู้ของแต่ละศาสตร์วิชาที่ผ่านการสั่งสมเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็วจากหลายช่องทาง ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผู้เรียนสามารถเพิ่มพูนทักษะที่ตนสนใจ ทั้งที่เป็นความรู้เชิงลึกเฉพาะทาง หรือความรู้ที่เกิดจากการบูรณาการข้ามศาสตร์ ก็ทำได้โดยง่าย จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วผู้เรียนจะทราบได้อย่างไรว่า ตัวตนเองมีระดับความสามารถในศาสตร์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด  ศูนย์ทดสอบฯ ม.ธรรมศาสตร์ (TCTC) จึงนำความต้องการดังกล่าว มาพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะด้านการจัดการสมัยใหม่ขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางในการประเมินองค์ความรู้แต่ละด้าน เพื่อให้ผู้สอบได้ตระหนักถึงจุดเด่นและจุดด้อยของตนว่าเป็นอย่างไร นำไปสู่แนวทางการแก้ไขและปรับเปลี่ยนการจัดการ เพื่อเป้าหมายในการเสริมสร้างทักษะและความเชี่ยวชาญได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ชัดเจนและตรงจุดยิ่งขึ้น
 
ทั้งนี้ แบบประเมินความพร้อมทางปัญญาและการเรียนรู้หรือที่เรียกว่า “FORWARD” นั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้สำหรับประเมินความถนัดทางด้านธุรกิจโดยเฉพาะ ครอบคลุมใน 3 ด้าน ประกอบด้วย สมรรถนะด้านการวิเคราะห์เชิงปริมาณทางธุรกิจ,  สมรรถนะด้านการวิเคราะห์เชิงคุณภาพทางธุรกิจ  และสมรรถนะด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษทางธุรกิจ ซึ่งการทำแบบทดสอบนั้นจะใช้เวลา 2 ชั่วโมง แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 Problem Solving in Business ส่วนที่ 2 Reading in Business และส่วนที่ 3 Business English Communication

ผศ.ดร.จินตนัย กล่าวเสริมว่า “การสอบ FORWARD นี้ เหมาะกับผู้ที่อยู่ในแวดวงหรือสนใจทางด้านบริหารธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นนักธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ รวมทั้งกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการประเมินตนเองและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยต่อไป”

นอกจากนี้ ศูนย์ทดสอบฯ ม.ธรรมศาสตร์ (TCTC)  ยังได้พัฒนาการประเมินองค์ความรู้เฉพาะทาง ให้กับผู้ที่ต้องการยกระดับความรู้ความสามารถให้ทัดเทียมระดับสากล โดยจัดให้มีการสอบ Certified Project Management Professional (PMP) ซึ่งเป็นการประเมินทักษะและความรู้ที่จำเป็นในการจัดการโครงการให้ประสบความสำเร็จ ตามมาตรฐานสากลของ Project Management Institute (PMI) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกในการออกประกาศนียบัตรวิชาชีพให้กับผู้ที่มีทักษะในการจัดการบุคลากร กระบวนการ และลำดับความสำคัญทางธุรกิจของโครงการอย่างมืออาชีพ รวมทั้งการสอบ Certified APICS ของสมาคม ASCM (Association for Supply Chain Management) เพื่อประเมินสมรรถนะทางด้านการจัดการซัพพลายเชน ซึ่งแบ่งเป็น Certified in Production and Inventory Management (CPIM), Certified Supply Chain Professional (CSCP), Certified in Logistics, Transportation and Distribution (CLTD) และ Certified in Transformation for Supply Chain (CTSC) โดยปัจจุบันบริษัทชั้นนำระดับโลก ได้กำหนดให้เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของการรับสมัครผู้บริหารระดับสูง เพื่อเป็นตัวบ่งชี้ความเข้าใจและความสามารถในการประยุกต์องค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่เป็นมาตรฐานสากล

“ศูนย์ทดสอบฯ ม.ธรรมศาสตร์ (TCTC)  ยังร่วมกับบริษัท Pearson VUE ที่เป็นผู้ดำเนินมาตรฐานการจัดสอบระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสอบ GED (การสอบเทียบวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลาย), การสอบ GMAT (การวัดความสามารถของผู้สนใจเข้าศึกษาต่อในหลักสูตร MBA) หรือการสอบ PTE (การวัดระดับภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศ หรือย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและเป็นทางเลือกที่จะอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนักเรียน นักศึกษา พนักงานในองค์กร หรือบุคคลทั่วไป ที่ต้องการประเมินหรือพัฒนาสมรรถนะของตนเองได้สะดวกยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.จินตนัย กล่าวสรุป

อินเตอร์เนชั่นแนลเอสโอเอสเผยเคล็ดลับสุขภาพและความปลอดภัยในท้องทะเลเนื่องในวันชาวเรือโลก

 


วันที่ 25 มิถุนายนของทุกปีตรงกับวันชาวเรืโลก (Day of the Seafarerเป้าหมายของวันชาวเรือโลกนั้นคือการยกย่องชาวเรือจากทั่วทุกมุมโลกที่ต่างก็เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโลกใบนี้ วันชาเรือโลกในปีนี้จึงมุ่งเน้นไปที่เคล็ดลับด้านความปลอดภัยในท้องทะเล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับความเป็นอยู่ที่ดีของชาวเรือ MedSea หน่วยงานด้านการเดินเรือของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ขอนำเสนอมาตรการสำหรับองค์กรต่าง ๆ ในการป้องกันการบาดเจ็บ การเจ็บป่วย และความกังวลด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเรือพาณิชย์ ควบคู่ไปกับข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความท้าทายและปัญหาด้านสุขภาพในด้านต่าง ๆ ของชาวเรือ

จากข้อมูลกรณีการให้ความช่วยเหลือของ MedSea ในปี 2566 พบว่าชาวเรือต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่หลากหลายบนเรือ

ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งมักจะเกิดจากการยกของหนักผิดวิธี การอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการทำงานซ้ำ ๆ ในอิริยาบทเดิม เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่ชาวเรือมาโดยตลอด โดยในปี 2566 ปัญหาดังกล่าวได้กลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นอันดับที่ 4 โดยส่วนใหญ่ (40%) เกี่ยวข้องกับอาการปวดคอและหลัง นอกจากนี้ หนึ่งในสามของปัญหาด้านสุขภาพทั้งหมดที่ทำให้ชาวเรือถูกประเมินว่า ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น เกิดจากปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก

ในปี 2566 ปัญหาสุขภาพฟันและช่องปากเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล โดยทะยานขึ้นจากอันดับ 6 มาเป็นอันดับ 2 ของกรณีทางการแพทย์ที่พบบ่อยครั้งที่สุดของ MedSea โดย 67% ของปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมเมื่อขึ้นฝั่ง เมื่อลูกเรือไม่สามารถเข้าพบทันตแพทย์บนฝั่งได้ทันที ความเจ็บปวดและความไม่สบายที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน สมาธิ การนอนหลับ และความปลอดภัยของลูกเรือได้

นอกจากนี้ ผลกระทบของโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นกับชาวเรือจำนวนมากก็เป็นอีกเรื่องที่ควรจะต้องพิจารณา เพราะส่วนใหญ่โรคเหล่านี้เกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยโรคเรื้อรังที่พบมากที่สุดบนเรือคือ ความดันโลหิตสูง ตามมาด้วยโรคเบาหวาน โรคซึมเศร้า และโรคอ้วน หากไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้อง โรค NCDs อาจกลายเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพชาวเรือ นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและแม้กระทั่งเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ ซึ่งทำให้เรือต้องเบี่ยงเบนเส้นทางและล่าช้า องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรค NCDs ยังคงมีแนวโน้มลุกลามเพิ่มขึ้นต่อไปทั่วโลก ภายในปี 2593 โรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคระบบทางเดินหายใจ จะคิดเป็นสัดส่วน 86% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด 90 ล้านคนต่อปี1 

แม้ว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดจะเป็นปัญหาที่พบได้เป็นส่วนน้อยในกรณีทั้งหมดของ MedSea แต่ในระดับโลกก็นับเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรค NCDs คิดเป็น 17.9 ล้านคนต่อปี ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามสำคัญ เพราะผลลัพธ์ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ล้วนเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น ดังนั้น การดูแลสุขภาพหัวใจ เช่น การเลิกสูบบุหรี่ จึงควรเป็นสิ่งที่ทุกคนบนเรือให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ดรแคทเธอรีน ซินแคลร์ ที่ปรึกษาทางการแพทย์อาวุโสของ MedSea กล่าวว่า "ในขณะที่เราร่วมเฉลิมฉลองวันชาวเรือโลกและยกย่องบทบาทที่สำคัญของชาวเรือ เราก็ต้องตระหนักถึงปัญหาสุขภาพเฉพาะตัวที่พวกเขาต้องเผชิญด้วย ชีวิตบนท้องทะเลที่ยาวนาน ความโดดเดี่ยว และการเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของลูกเรือ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ยังทำให้โรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และปัญหาสุขภาพจิตแย่ลง ในฐานะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ เราต้องมุ่งเน้นไปที่การป้องกันและพัฒนาสุขภาพและสวัสดิภาพของชาวเรืออย่างต่อเนื่อง"

 “องค์กรต่าง  ในอุตสาหกรรมการเดินเรือมีภาระหน้าที่ในการดูแลลูกเรือ ไม่ใช่แค่เพียงการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์พื้นฐานบนเรือเท่านั้น แต่ควรขยับขยายไปสู่แผนงานการจัดการสุขภาพเชิงรุกที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ชาวเรือต้องเผชิญโดยเฉพาะ ดังนั้น การจัดทำแคมเปญสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการทำงานอย่างปลอดภัยในสภาพอากาศร้อน จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากความร้อนในหมู่ชาวเรือได้มาก

 

MedSea ขอแชร์เคล็ดลับดี ๆ สำหรับองค์กรต่าง  เพื่อช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บและโรคภัยไข้เจ็บที่พบบ่อยในหมู่ชาวเรือบนเรือพาณิชย์:

1. การดูแลและสนับสนุนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: พัฒนาแผนงานเพื่อช่วยให้ชาวเรือจัดการกับโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ก่อนแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพขณะอยู่กลางทะเล เน้นให้ชาวเรือใส่ใจสุขภาพ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องให้ชาวเรือเข้าถึงการรักษาพยาบาลและมีการติดตามตรวจสอบข้อมูลสุขภาพอย่างสม่ำเสม

2. สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสุขภาพฟันและช่องปาก: กระตุ้นให้ลูกเรือดูแลสุขภาพฟันอย่างจริงจัง ผ่านสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขอนามัยในช่องปาก

3. ป้องกันปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก: ประเมินความเสี่ยงในการทำงาน วางมาตรการความปลอดภัย เพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูกที่เกิดจากการใช้เครื่องมืออย่างไม่ถูกต้อง งานที่ต้องทำซ้ำ  ในอิริยาบทเดิม หรือการยกของผิดวิธี

4. ป้องกันโรคเพลียแดด/อาการเจ็บป่วยจากความร้อนสนับสนุนให้ดื่มน้ำและพักเป็นระยะ ๆ ลดเวลาการอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด และตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการใช้อุปกรณ์หรือสวมเสื้อผ้าป้องกัน

5. สนับสนุนการเลิกบุหรี่: จัดทำแผนงานและแหล่งข้อมูลการเลิกบุหรี่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลเสียของการสูบบุหรี่


หัวเว่ยร่วมผลักดันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดประเทศไทย สนับสนุนอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา 12 ชุด รวมทั้งฝึกอบรมองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรของ กฟภ. ทั่วประเทศ

 


กรุงเทพฯ, 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567 – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมสนับสนุนการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ด้วยการบริจาคอุปกรณ์สำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ภายในงานพิธีส่งมอบอุปกรณ์สำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาซึ่งจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ หัวเว่ยยังจะให้การสนับสนุนหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อมอบองค์ความรู้ด้านการติดตั้งอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่บุคลากรของกฟภ. ทั้ง 12 เขต ทั่วประเทศไทย เพื่อส่งมอบประโยชน์สูงสุดสำหรับการบริการลูกค้าของกฟภ. ที่ต้องการหันมาใช้พลังงานสะอาด รองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต รวมทั้งยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านการทำตลาดร่วมกันสำหรับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อขยายตลาดพลังงานสะอาดในประเทศไทย และตอกย้ำจุดยืนของหัวเว่ยในด้านการ เติบโตในประเทศไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทย

นายโลแกน ยู กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ พลังงานดิจิทัล (Digital Power) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ผู้ออกแบบโซลูชันอัจฉริยะด้านดิจิทัลพาวเวอร์สำหรับทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน และเป้าหมายของบริษัทในการผลักดันการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง หัวเว่ยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต่อยอดความร่วมมือครั้งสำคัญอีกครั้งกับทางกฟภ. จากกิจกรรมการบริจาคอุปกรณ์สำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ให้แก่ กฟภ. ในครั้งนี้ โดยอุปกรณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยผลิตพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการใช้ฝึกอบรมและให้ความรู้ในการติดตั้งสำหรับบุคลากรของ กฟภเพื่อช่วยยกระดับทั้งด้านเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์และการบริการติดตั้งให้แก่ลูกค้าในไทยด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ระดับโลกของหัวเว่ย เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยในการนำประเทศสู่การปฏิวัติสีเขียว เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศไทย ช่วยให้ กฟภ. รักษาตำแหน่งผู้นำด้านนวัตกรรม รวมทั้งยังได้ช่วยสร้างอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และยังเชื่อมต่อถึงกันได้มากขึ้นไปพร้อมกัน” 

เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเทคโนโลยีโซลาร์รูฟในภาคครัวเรือนของหัวเว่ยได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ภายใต้ชื่อ Huawei Residential Solution แบบ ‘1+4+X’ หรือ one-fits-all ที่จะส่งมอบประสบการณ์การใช้งานอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ยอดเยี่ยมและครบวงจรที่สุดให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย ด้วยระบบการชาร์จพลังงานอัจฉริยะ อุปกรณ์แปลงผันกำลังไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนระบบการจัดการและแสดงผลชั้นแนวหน้าที่ได้รับการยอมรัยในตลาดโลก

ด้านนายประสิทธ์ จันทร์ประสิทธิ์ รองผู้ว่าการสายงานธุรกิจและการตลาด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ให้เกียรติกล่าวในพิธีรับมอบอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวจากหัวเว่ยว่า ในฐานะตัวแทนของกฟภผมรู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมรับมอบอุปกรณ์สำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ระหว่าง กฟภและ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการทำตลาดร่วมกันด้านผลิตภัณฑ์สำหรับระบบผลิตไฟฟ้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงาน จนทำให้เกิดเป็นความร่วมมือในการพัฒนาร่วมกันในการฝึกอบรมและให้ความรู้ในการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา จำนวน 12 ชุด ให้แก่บุคลากร ของ กฟภ. ทั้ง 12 เขต เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับการให้บริการกับลูกค้าของ กฟภ. ทั่วทั้งประเทศไทย ซึ่งจะช่วยดึงดูดให้มีกลุ่มผู้ใช้งานในภาคครัวเรือนของประเทศไทยหันมาใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถพัฒนาและต่อยอดความร่วมมือในด้านอื่น ๆ กับหัวเว่ยได้ในอนาคต

ก่อนหน้านี้ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding) กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อร่วมกันศึกษาการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Storage System) สำหรับระบบไฟฟ้าของ กฟภ.

หัวเว่ย ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานดิจิทัลในระดับโลก และมีบริการรวมถึงโซลูชันต่าง ๆ ที่ได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในตลาดมากกว่า 170 ประเทศ ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บพลังงาน การนำไปใช้งาน และความปลอดภัยในการใช้งานพลังงานสะอาดโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ โดยหัวเว่ยต้องการสันบสนุนให้ทั้งภาครัฐ ภาคองค์กร และภาคครัวเรือนร่วมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน ตามเป้าหมายเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ และตามพันธกิจของหัวเว่ยที่ต้องการ 'เติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย และร่วมสนับสนุนประเทศไทย' และ การปลดปล่อยขุมพลังแห่งดิจิทัลเพื่ออนาคตที่ดีกว่า’


วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2567

โครงการเท่อย่างไทย โดย ไฟ-ฟ้า ทีทีบี จัดเวิร์กชอป “การพูดต่อหน้าสาธารณชน” จัดเต็มทุกเทคนิค สร้างความมั่นใจ จุดประกายคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างสิ่งดีๆ คืนสู่สังคมไทย

 


 

โครงการเท่อย่างไทย โดย ไฟ-ฟ้า ทีทีบี ดำเนินการ โดย มูลนิธิทีทีบี เดินหน้าสานต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมด้านภาษาของชาติ มุ่งส่งเสริมเยาวชนไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาให้มีความมั่นใจในการพูดต่อหน้าสาธารณชน เนื่องจากทักษะการพูด เป็นทักษะสำคัญที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ซึ่งโครงการฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมทักษะดังกล่าว จึงจัดเวิร์กชอป การพูดต่อหน้าสาธารณชน ภายใต้หัวข้อ "จุดประกายคนรุ่นใหม่ มั่นใจการพูด สร้างการเปลี่ยนแปลง" โดยมีครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา วิทยากรนักพูดชั้นนำ มาเป็นวิทยากรพิเศษในการสอนเทคนิคการเตรียมความพร้อม สิ่งที่นักพูดต้องรู้ วิธีการเรียกความมั่นใจ และเทคนิคพิเศษอื่น ๆ โดยครูโอ๊ตจะมาแชร์ประสบการณ์ในการเป็นวิทยากรพิเศษมากกว่า 1ปี อย่างหมดเปลือกให้กับเยาวชน และคณะครูที่สนใจ

 

สำหรับเวิร์กชอป การพูดต่อหน้าสาธารณชน จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2567 เวลา 09:00 – 12:00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมเวิร์กชอปได้ที่ ทีทีบี สำนักงานใหญ่ เพียงลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ @taeyoungthai หรือเข้าร่วมเวิร์คชอปทางออนไลน์ได้ที่ Youtube : ttb bank หรือคลิก https://www.youtube.com/@ttbbankofficial

 

ห้ามพลาดสำหรับเยาวชน หรือคณะครู อาจารย์ ที่สนใจส่งนักเรียนในสังกัด เข้าร่วมการประกวดการพูดต่อหน้าสาธารณชน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงตอนปลาย สามารถสมัครเข้าร่วมการประกวด ได้ตั้งแต่วันนี้ -  16 กรกฎาคม 2567 หรือติดตามรายละเอียดการประกวดโครงการ เท่อย่างไทย โดยไฟ-ฟ้า ทีทีบี” ได้ทาง www.เท่อย่างไทย.com หรือ โทร. 06 2070 0088 และ 06 2070 0099

 

* * * * * *

#เท่อย่างไทย #โครงการเท่อย่างไทยโดยไฟฟ้าทีทีบี #ไฟฟ้าทีทีบี #เท่ได้ต้องไม่บูลลี่

#ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต #เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น

#ttb #MakeREALChange

ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...