วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2567

ทรูมันนี่ เปิดช่องทางบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมฯ ผ่านแอปทรูมันนี่ เข้า 5 มูลนิธิ

 


กรุงเทพฯ 20 กันยายน 2567 – ทรูมันนี่ ผู้นำด้านการให้บริการทางการเงินแบบดิจิทัลชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวกลางส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือที่ถึงแม้น้ำจะลดแล้วในหลายพื้นที่ ก็ยังต้องการได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดช่องทางให้ผู้บริจาคผ่านแอปพลิเคชัน ทรูมันนี่ เพื่อสมทบทุนการร่วมบริจาคเข้า 5 มูลนิธิและหน่วยงานที่กำลังดำเนินการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทยมูลนิธิปอเต๊กตึ้ง,  มูลนิธิกระจกเงา และ มูลนิธิ Soi Dog  เพื่อบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือวิกฤติภัยในครั้งนี้ได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว ใน 5 ขั้นตอน 1. กดเลือกไอคอน ‘บริจาคให้มูลนิธิ’ บนแอปทรูมันนี่ 2. เลือกมูลนิธิฯ ที่ท่านต้องการบริจาค 3. กรอกยอดเงินบริจาค 4. เลือกช่องทางการชำระเงิน และ 5. กดยืนยันการชำระเงิน

 

สำหรับผู้สนใจบริจาคฯ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://www.truemoney.com/donation/  

ททท. ส่งท้ายโครงการ The One for Nature ครั้งที่ 3 “ยิ่งเที่ยว ยิ่งรักษ์” (Leave no Trace Behind) จัดกิจกรรมปลูกหญ้าทะเล ณ เกาะแตน สุราษฎร์ธานี ตอกย้ำแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

 


  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่งท้ายโครงการ The One for Nature ครั้งที่ 3 “ยิ่งเที่ยว ยิ่งรักษ์” (Leave no Trace Behind) ในแนวคิด Amazing Thailand : Your Stories Never End ด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) “ปลูกหญ้าทะเล” ในพื้นที่เกาะแตน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เพื่อสื่อสารแนวคิดสำคัญ “เที่ยวไทยแบบรักษ์โลก” ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่สไตล์ Gen S - Gen Sustainability หรือ Green Gen รวมทั้งรณรงค์ปลุกจิตสำนึกด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และยั่งยืนในกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ และสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ (Quality Leisure Destination) อย่างยั่งยืน

         นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. 
เปิดเผยว่า ททท. ได้กำหนดนโยบายเพื่อมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบภายใต้โครงการ The One for Nature “ยิ่งเที่ยว ยิ่งรักษ์” (Leave no Trace Behind) ต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ โดยเน้นไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่สไตล์ Gen S - Gen Sustainability หรือ Green Gen ให้เที่ยวไทยแบบรักษ์โลกและร่วมกันสร้าง Your Green Side Stories ส่งต่อเรื่องราวความประทับใจในการท่องเที่ยวที่อยากบอกต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งในการดูแล อนุรักษ์ และรักษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ
ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ (Quality Leisure Destination) อย่างยั่งยืน

         กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ปลูกหญ้าทะเล ณ เกาะแตน จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 16 กันยายน 2567 นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ The One for Nature “ยิ่งเที่ยว ยิ่งรักษ์” (Leave no Trace Behind) โดยได้รับความร่วมมือจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเกาะสมุย เพื่อร่วมกันฟื้นฟูหญ้าทะเล ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตของระบบนิเวศในท้องทะเล  ทั้งนี้ การปลูกขยายพันธุ์หญ้าทะเล จะช่วยสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติ เป็นแหล่งที่พัก หลบภัย และเป็นอาหารของสัตว์ทะเล โดยเฉพาะพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์ที่บ่งชี้ความสมบรูณ์ของทะเลได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากสัตว์ทะเลที่ได้ประโยชน์แล้ว ยังมีผลต่อวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยที่เป็นที่กล่าวขานถึงความอุดมสมบูรณ์และความงดงามในระดับโลก

         ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ททท. ได้ประชาสัมพันธ์โครงการฯ ตามแนวคิดแคมเปญ Amazing Thailand Your Stories Never End เพื่อตอกยํ้าแนวคิดการสื่อสารหลักที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และชวนให้นักท่องเที่ยวมา Connect กับธรรมชาติและวิถีชีวิตรอบตัวในเมืองไทย ให้เกิดเป็นเรื่องราว Your Green Side Stories ที่อยากบอกต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุดผ่านกิจกรรมแคมเปญออนไลน์ ทางเว็บไซต์  www.tourismthailand.org/theonefornature  โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวร่วมออกแบบ E-Postcard และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมแฮชแท็ก #AmazingThailand #TheOneForNature ลุ้นรับรางวัลแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พื้นที่ จ.พังงา ภูเก็ต พร้อมที่พัก 3 วัน 2 คืน จำนวน 3 รางวัล ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดี มีผู้ร่วมกิจกรรมมากกว่า 1,000 คน นอกจากนี้ ททท. ยังต่อยอดจัด On Ground Activity จัดบูธประชาสัมพันธ์เสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการฯ ในจังหวัดสำคัญด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร, ถนนคนเดิน อ่าวนาง จ.กระบี่, ถนนคนเดินวัวลายและถนนคนเดินท่าแพ จ.เชียงใหม่ และงานหนังฉายชายเล อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ ททท. คาดหวังว่าความสำเร็จของโครงการ The One for Nature ตลอดระยะ 3 ปีนี้ จะช่วยสะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจของ ททท. ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน และผลักดันประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกต่อไป

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ www.tourismthailand.org/theonefornature  

--------------------------------------------------------------------------------------------

TAT wraps up 'The 3rd The One for Nature: Leave No Trace Behind' 
with seagrass planting at Ko Taen, Surat Thani, reinforcing
the concept of sustainable tourism

The Tourism Authority of Thailand (TAT) concludes 'The 3rd The One for Nature: Leave No Trace Behind' under the concept of Amazing Thailand: Your Stories Never End, featuring a Corporate Social Responsibility (CSR) activity which focuses on “seagrass planting” at Ko Taen, Surat Thani, with support from the Department of Marine and Coastal Resources (DMCR). The initiative aims to promote the key concept of “Eco-Friendly Travel in Thailand” to the younger generation, specifically Gen S - Gen Sustainability or Green Gen. It also seeks to raise awareness about conservation and sustainable tourism among international travelers and to enhance Thailand’s image as a quality leisure destination committed to sustainability.

Mr. Nithee Seeprae, TAT Deputy Governor for Marketing Communications, revealed that TAT
 has established a policy to promote conservation tourism, aiming to increase awareness and appreciation for responsible travel through 'The One for Nature: Leave No Trace Behind' now in its 3rd year. This initiative focuses on the younger generation, specifically Gen S - Gen Sustainability or Green Gen, encouraging them to travel in an eco-friendly manner and to create and share their “Your Green Side Stories.” The goal is to ensure that tourism contributes to environmental care and conservation while enhancing Thailand's image as a quality leisure destination committed to sustainability.

The Corporate Social Responsibility (CSR) activity of seagrass planting at Ko Taen, Surat Thani, on September 16, 2024, is part of the ‘The One for Nature: Leave No Trace Behind’. Supported by the Department of Marine and Coastal Resources and the Samui Community Tourism Association, this initiative aims to restore seagrass, which is crucial for marine ecosystems as it provides habitat, shelter, and food for marine life, particularly dugongs, which are indicators of a healthy sea. Beyond benefiting marine animals, the restoration of seagrass also positively impacts local communities and enhances Thailand's reputation as a globally renowned destination for its rich and stunning natural beauty.

In August, TAT promoted the project under the Amazing Thailand: Your Stories Never End campaign, reinforcing the core message of sustainable tourism. The campaign invited tourists to connect with nature and local lifestyles in Thailand, creating their “Your Green Side Stories” to share endlessly. This was facilitated through an online campaign on the website www.tourismthailand.org/theonefornature where tourists could design E-Postcards and share them on social media with hashtags #AmazingThailand and #TheOneForNature for a chance to win one of three conservation-focused travel packages to Phang Nga and Phuket, including a 3-day, 2-night stay. The campaign received a positive response, with over 1,000 participants. Additionally, TAT organized On Ground Activities with promotional booths in key tourist areas, including IconSiam in Bangkok, Ao Nang Walking Street in Krabi, Wualai Walking Street and Tha Phae Walking Street in Chiang Mai, and the Samui Film Festival in Ko Samui, Surat Thani. TAT hopes that the success of The One for Nature project over the past three years will reflect its commitment to promoting sustainable tourism in Thailand and further establish the country as a globally recognized sustainable tourism destination.

For more information about the project, please visit www.tourismthailand.org/theonefornature

CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี เปิดประตูครัวเพชรบุรี จัดงาน “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” ชูเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารขององค์การยูเนสโก

 


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับสำนักงานจังหวัดเพชรบุรีและสภาอุตสาหกรรมเพชรบุรี จัดงาน “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” ตอน “รสเพ็ดรี มีดีอยากอวดดดดด” มุ่งเน้นการสร้างภาพ ลักษณ์และสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับอาหารท้องถิ่นเพชรบุรี พร้อมทั้งตอกย้ำให้ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่มองเห็นว่าเพชรบุรี “มีดี” เรื่องอาหารอย่างไร พร้อมหยิบยก “ของดี” มาต่อยอดให้เกิดมูลค่า คุณค่า และโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมและขับเคลื่อนเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารภายใต้เครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในระหว่างวันที่ 18 - 22 กันยายน 2567 ณ ร้านหยวน หยวน สุกี้หม่าล่าสายพาน อาคารเคเบิ้ลคาร์ พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี

CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี จัดงาน รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน (8).jpg


นายณัฏฐชัย นำพูลสุขสันติ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า “หลายคนคงทราบกันดีว่าจังหวัดเพชรบุรี ได้ชื่อว่าเป็น “เมือง 3 รส” ทั้งรสเปรี้ยวจากมะนาว รสหวานจากน้ำตาลโตนด และรสเค็มจากเกลือทะเล แต่ที่จริงแล้วเพชรบุรีเป็นเมืองที่มีมากกว่า 3 รส และยังมีรสอื่น ๆ อีกมากมายที่หลายคนอาจยังไม่ทราบและยังไม่ค่อยถูกพูดถึงนัก ซึ่งล้วนมาจากวัตถุดิบคุณภาพและภูมิปัญญาด้านการปรุงอาหารที่หลากหลายที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นิทรรศการในวันนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอและบอกเล่า “รสเพ็ดรี” ในวิถีแบบคนเพ็ดรีที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ผ่าน 7 เมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นเสน่ห์ทางด้านรสชาติวัฒนธรรมการทำอาหาร และที่สำคัญคือวัตถุดิบที่หลากหลายและล้วนมีคุณภาพจากทั้ง 8 อำเภอของเพชรบุรี อันเป็นขุมทรัพย์แห่งโอกาสในการต่อยอดและยกระดับอุตสาหกรรมด้านอาหารของเพชรบุรีให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเพชรบุรี ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นเครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารขององค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2564 โอกาสนี้ต้องขอขอบคุณสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ร่วมผลักดันกิจกรรมการต่อยอดอัตลักษณ์และการนำเสนออาหาร “รสเพ็ดรี” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างภาพจำใหม่ให้กับอาหารและรสชาติท้องถิ่นของเพชรบุรี ทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักรสชาติที่แท้จริงของเพชรบุรี อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าที่เชื่อมโยงการบูรณาการเชิงพื้นที่ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคชุมชน บนพื้นฐานของการนำเสนออัตลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรีมาอย่างต่อเนื่อง”


CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี จัดงาน รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน (11).jpg


 

นายพิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เผยว่า “CEA เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกทุกเมืองในประเทศไทย รวมถึงจังหวัดเพชรบุรี ปีนี้เราได้จัดกิจกรรม “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” ตอน “รสเพ็ดรี มีดีอยากอวดดดดด” ร่วมกับสำนักงานจังหวัดเพชรบุรีและสภาอุตสาหกรรมเพชรบุรี เพื่อสานต่ออัตลักษณ์ของอาหารเมืองเพชรบุรีให้เกิดเป็น “รสเพ็ดรี” กิจกรรมนี้ CEA บอกเล่าถึงความโดดเด่นและความพิเศษของวัตถุดิบที่หลากหลายของอาหารเพชรบุรี ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น ครีเอตเป็นกิจกรรมถ่ายทอดอาหารผ่าน “สายพาน” แห่งวัฒนธรรมการกินร่วมสมัย เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มรสชาติ สัมผัสวิถีแห่งการกิน พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของจังหวัดและของดีด้านอาหารเมืองเพชรบุรี เสมือนกับได้ท่องเที่ยวทั่วทั้งจังหวัดผ่านมุมมองด้านอาหาร สร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับคนเพชรบุรี รวมถึงกระตุ้นการบริโภคอาหารท้องถิ่น นอกจากนี้ยังสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ได้เห็นว่าเพชรบุรี “มีดี” เรื่องอาหาร และนำ “ของดี” ที่มีมาต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่า คุณค่า โอกาสทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ของเมือง และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของผู้คนในจังหวัด”


CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี จัดงาน รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน (17).jpg


นิทรรศการ “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” ตอน “รสเพ็ดรี มีดีอยากอวดดดดด” นับเป็นครั้งแรกของนิทรรศการสร้างสรรค์ด้านอาหาร ที่เสิร์ฟความอร่อยผ่านสายพาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์การกินอย่างลึกซึ้ง ทั้งการชิมรสอาหาร ชมวัตถุดิบ พร้อมเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์และอาหารท้องถิ่นของเพชรบุรี

 


 

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “รสเพ็ดรี มีดีอยากอวดดดดด” ใน 4 ด้าน ได้แก่

1. “อวดดี” โชว์ขุมทรัพย์ผลผลิตทางภูมิศาสตร์และวัตถุดิบท้องถิ่นที่หลากหลาย เช่น น้ำตาลโตนด
เกลือสมุทร มะนาวแป้น พริกกะเหรี่ยง และอาหารทะเลสด

2.“อวดเก่ง” นำเสนอวัฒนธรรมภูมิปัญญาอันรุ่มรวยจากหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งจากไทย จีน มุสลิม และมอญ ผ่านการปรุงอาหารและการใช้วัตถุดิบทั้งจากในวังและชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

3.“อวดฉลาด” ต่อยอดสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมด้านอาหารเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนความทันสมัย โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในการรังสรรค์เมนูที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม

4.“อวดรวย” เมื่อผนวกทั้งสาม “อวด” เข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการนำเสนอจุดเด่นของอาหารเพชรบุรีในรูปแบบใหม่ พลิกโฉมมุมมองอาหารเพชรบุรี ต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและความเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารขององค์การยูเนสโก “ก่อนไม่มีให้อวด” ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับชุมชน และเปิดโอกาสในการเข้าสู่ตลาดสากล โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าของอาหารท้องถิ่นและวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์

 

นิทรรศการ “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” นำเสนอ 2 กิจกรรมหลัก ดังนี้

 

      1)  กิจกรรมสัมผัสความอร่อยของอาหารและรสชาติแบบ “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” โดยนำเสนอ
7 เมนูที่สร้างสรรค์โดยเชฟเปอร์โยต์-กิจณรงค์ จันทร์ปลูก เจ้าของร้านรัญจวนใจ และคุณแพร-พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ 
Food Curator เจ้าของเพจ Pear Is Hungry สะท้อนวิถีการกินแบบคนเมืองเพชร และรสเพ็ดรีที่ไม่ได้มีดีแค่
3 รส (รสหวานจากน้ำตาลโตนด รสเปรี้ยวจากมะนาวแป้น รสเค็มจากเกลือสมุทร) โดยทุกเมนูใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงซึ่งเป็น “ของดี” ของเพชรบุรีเอง สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสำรองที่นั่งเข้าร่วมกิจกรรมในระหว่างวันที่ 19 - 22 กันยายน 2567 โดยมีรายละเอียดดังนี้

·      วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน  รอบ 19.00 - 20.00 น.

·      วันศุกร์ที่ 20 กันยายน  รอบ 19.00 - 20.00 น.

·      วันเสาร์ที่ 21 กันยายน  รอบ 19.00 - 20.00 น.

·      วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน  รอบ 11.00 - 12.00 น. 13.00 - 14.00 น. 18.00 - 19.00 น.

*จำกัดการเข้าร่วมรอบละ 30 ท่าน จำนวน 6 รอบ รอบละ 1 ชั่วโมง โดยมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม 250 บาท/ท่าน (เป็นค่าวัตถุดิบสำหรับมื้ออาหารจำนวน 7 เมนู และเครื่องดื่ม)

สำรองที่นั่งได้ที่: https://forms.gle/skGiyysD97xoUL8U9


2) นิทรรศการ “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” ที่รวบรวมข้อมูลและแหล่งติดต่อวัตถุดิบคุณภาพจากจังหวัดเพชรบุรีที่นำมาใช้รังสรรค์เมนูทั้ง 7 เมนู เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจสามารถนำวัตถุดิบเหล่านี้ไปต่อยอดธุรกิจอาหารของตนเอง โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นกับนักลงทุน เพื่อพัฒนาวัตถุดิบและเมนูให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ (Signature Product) ประจำจังหวัดเพชรบุรี มุ่งขับเคลื่อนเพชรบุรีสู่การเป็นครัวโลก และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ตลอดจนพัฒนาระบบนิเวศด้านอาหารของเพชรบุรีให้เติบโตอย่างยั่งยืน อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอาหารของจังหวัดในอนาคต

 

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่างาน “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่นำพาเพชรบุรี เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารขององค์การยูเนสโก ก้าวสู่เส้นทางสายอาหารที่จะยังประโยชน์ให้แก่ระบบนิเวศอาหารท้องถิ่น เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของเพชรบุรีให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับกระตุ้นให้คนในพื้นที่ตระหนักถึงคุณค่าและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อรักษาให้ยังคงอยู่ได้ต่อไปและต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าและคุณค่าในอนาคต” นายพิชิต กล่าวทิ้งท้าย



#รสเพ็ดรีสุกี้สายพาน #รสเพ็ดรี #สุกี้สายพาน #เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร #เพชรบุรี #เมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก #CEA


วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

BPP ปลื้ม รับโล่เกียรติยศ “คนดี รักษ์โลก” ย้ำจุดยืนส่งมอบพลังงานไฟฟ้าคุณภาพสู่สังคม ควบคู่ดูแลสิ่งแวดล้อม

 


เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP โดยนายเดชาพงศ์ ยุวปรีชา                           ผู้อำนวยการสายอาวุโส – วางแผนกลยุทธ์และสนับสนุนธุรกิจ (ซ้ายสุด) เข้ารับโล่เกียรติยศ คนดี รักษ์โลก จากศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา (ที่ 2 จากซ้าย) การรับมอบรางวัลดังกล่าวสะท้อนการดำเนินงานของ BPP ที่มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพและขยายโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มีคุณภาพสู่สังคม

โล่เกียรติยศ คนดี รักษ์โลกจัดโดยคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เพื่อเชิดชูเกียรติองค์กรที่มีหลักการและแนวปฏิบัติที่ดีในการขับเคลื่อนและตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีการดำเนินงานที่มีหลักการและแนวปฏิบัติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2567 มีองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับรางวัลทั้งสิ้น 34 แห่ง จากทั่วประเทศ

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารของ BPP ได้ที่ https://www.banpupower.com/


ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพเตรียมความพร้อมเด็กไทย จัดโอเพ่นเฮ้าส์มอบแรงบันดาลใจสู่เส้นทางอาชีพ ด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ

 


·        เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต แหล่งผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานสากล พร้อมออกไปช่วยเหลือสังคม

·        ด้วยเหตุนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” จึงเป็นสถาบันฯ ที่ได้รับเกียรติจากอาจารย์แนะแนวในการติดต่อขอเยี่ยมชม

 

วันเสาร์ที่ 6 กรกฏาคม 2567 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมเปิดบ้านแนะแนวการศึกษาเพื่อแนะนำคณะและหลักสูตรด้านแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 200 คน จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย และ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เข้าสู่เส้นทางอาชีพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ อาทิ การตอบคำถามอาจารย์และรุ่นพี่ เวิร์คช็อปจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้น้องๆ ได้เรียนรู้และซึมซับจากประสบการณ์จริงโดย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในการเปิดกิจกรรม พร้อมคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษารุ่นพี่จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้การต้อนรับ ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

 

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงกิจกรรม “โครงการนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ภาคีเครือข่ายสถานศึกษา ระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ร่วมกับสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในด้านการผลิตบัณฑิตแพทย์ พยาบาล และสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่มีคุณภาพทางวิชาการและสมรรถนะทางวิชาชีพที่เป็นเลิศ ตลอดจนแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาบัณฑิตจากทุกคณะวิชาของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกอบด้วย วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ และคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นทางเลือกในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต่อไป”

 

ภายในงานมีกิจกรรมเวิร์คช็อป อาทิ การตรวจปอดและหัวใจกับหุ่นจำลอง รุ่นพี่ให้คำแนะนำการเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนในสาขาวิชาต่างๆ การทำแฟ้มสะสมผลงานเพื่อใช้สมัครเข้าศึกษา ตัวอย่างแฟ้มสะสมผลงานของรุ่นพี่ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสัมภาษณ์ และแนะนำการตอบคำถามให้โดนใจคณะกรรมการ นักศึกษารุ่นพี่รังสีเทคนิคสาธิตการใช้งานเครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัลแบบพกพา “AirTouch portable X-ray” และ ทดลองให้น้องๆ ใส่ชุดตะกั่วป้องกันรังสีและสาธิตขั้นตอนปฏิบัติงานของนักรังสีเทคนิค ฝึก CPR กดหน้าอก ปั๊มหัวใจจากนักฉุกเฉินการแพทย์ สาธิตการทำแผลและอุปกรณ์ทางการพยาบาล ฐานฉีดยากับหุ่นติดไฟเขียวแดง และฐานทำคลอดจากรุ่นพี่นักศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ เป็นต้น

 

ด้านตัวแทนนักเรียนชั้น ม.จาก โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เผยว่า

วันนี้ที่มาโอเพ่นเฮ้าส์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เรียกได้ว่าไม่ผิดหวังเลย เพราะได้รับการต้อนรับอย่างดี มีกิจกรรมแน่นด้วยคุณภาพได้ศึกษาแล้วก็เรียนรู้ข้อมูลต่างๆ จากทุกคณะแบบวันเดียวจบ ว่ามีสาขาอะไรบ้าง และอะไรที่เราชอบเป็นพิเศษ ส่วนตัวแล้วสนใจหลักสูตรแพทยศาสตร์ เนื่องด้วยปัจจุบันและอนาคตจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาควรจะได้มีส่วนช่วยเหลือบ้าง คิดว่าเรียนแพทย์แล้วเมื่อจบไปจะนำความรู้ความสามารถไปช่วยเหลือคนไข้ ช่วยเหลือสังคม นอกจากนี้ยังประทับใจกับสถานที่ มีอาคารที่ทันสมัยมาก สภาพแวดล้อมดี ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สะดวกในการเดินทาง อีกทั้งมีโครงการและกิจกรรมเพื่อสังคมให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมอีกมากมาย เป็นส่วนที่ทำให้ประทับใจและอยากเข้ามาศึกษาที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แห่งนี้ในอนาคตมากๆ เลยครับ

 

ด้านตัวแทนนักเรียนจาก โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เผยว่า

กิจกรรมวันนี้สนุกมาก เพราะอะไรที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นหลายๆ อย่างแบบชัดเจนก็เคลียร์หมด เบื้องต้นรับรู้ชื่อเสียงและหลักสูตรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในด้านการเรียนการสอนที่มีสาขาแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพอยู่แล้ว ซึ่งตอนแรกอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว บางทีสนใจแต่ไม่มีประสบการณ์ตรง โอกาสดีในวันนี้ได้เรียนรู้หลายอย่าง ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดหรือคำสอนเท่านั้น หากแต่ได้ลงมือปฏิบัติทำกิจกรรมของแต่ละคณะเลย โอเพ่นเฮ้าส์ เสมือนการเปิดโลกให้พวกเราได้เรียนรู้ สัมผัส และได้ทดสอบความถนัด อีกทั้งทำให้เห็นด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาอย่างเราอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่รู้ว่าเป็นแบบไหน เรียนกันอย่างไร วันนี้ได้มาเห็นกับตาและทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ”

 

หลักสูตรที่นี่เกือบทั้งหมดเป็นหลักสูตรที่จะได้ช่วยเหลือ แล้วก็อาจจะได้ค้นพบสิ่งที่คนในยุคก่อนหลายๆ คน เรียกว่าเป็นโรคเวรโรคกรรม บอกว่ามันไม่มีทางรักษา ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มีแม้กระทั่งการใช้เอไอเพื่อจะเรียนรู้รหัสพันธุกรรม ช่วยหาตำแหน่งส่วนที่กลายพันธุ์ เพื่อที่จะได้ออกแบบยาหรือการรักษาที่ตรงเป้ามากขึ้น วันข้างหน้าโรคต่างๆ เหล่านี้ อาจจะมีโอกาสที่หายมากขึ้น คนในเจเนอเรชันตั้งแต่เราขึ้นไป นับวันจะร่วงโรยจากโลกนี้ แต่ก็ยังอุ่นใจที่สามารถฝากความหวังไว้กับเด็กๆ รุ่นใหม่ในวันนี้ได้ ขอบคุณที่สนใจราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และหลักสูตรค่ะ วันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า น้องอาจจะเป็นคุณหมอ อาจจะเป็นพยาบาล อาจจะเป็นนักฉุกเฉินการแพทย์ หรืออาจจะเป็นนักวิจัยที่ค้นพบการรักษาใหม่ๆ ที่เป็นความหวังของโลกใบนี้ ท้ายสุดในนามราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เรามีความเชื่อมั่นว่าเด็กไทยไม่แพ้เด็กชาติไหนในโลกนี้ ก็ขออนุญาตฝากความหวังไว้ในมือน้อยๆ ของเด็กๆ ทุกคน หวังว่าในวันข้างหน้าทุกๆ คนจะได้สร้างประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ แล้วก็เป็นความหวัง ซึ่งไม่ใช่แต่ของคนไทย แต่จะเป็นความหวังของมนุษยชาติ ที่เกี่ยวกับการค้นพบบางอย่างในโลกใบนี้” ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

บีโอไอ จัดทัพบุกซาอุดีฯ เปิด สนง. แห่งใหม่ พร้อมจัดงานใหญ่ เชื่อมโยงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย

 


       บีโอไอ เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศ นำทัพหน่วยงานรัฐ-เอกชนไทยกว่า 70 คน บุกเจาะศูนย์กลางเศรษฐกิจของตะวันออกกลาง เตรียมเปิดสำนักงานบีโอไอแห่งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย อย่างเป็นทางการ 14 กรกฎาคมนี้ พร้อมจัดกิจกรรม Investment Forum และจับคู่ธุรกิจ เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป สุขภาพและการแพทย์ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจบริการ 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2567 นี้ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะนำคณะหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไทย เดินทางไปเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อจัดงานประชุมภาคธุรกิจครั้งใหญ่ “Thai – Saudi Investment Forum” และงานเจรจาจับคู่ธุรกิจ พร้อมทั้งเป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานบีโอไอ ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย อย่างเป็นทางการในวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 ซึ่งจะเป็นสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศแห่งที่ 17 และเป็นแห่งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยจะรับผิดชอบทั้งภารกิจดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่ประเทศไทย และการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทยที่สนใจไปลงทุนในตะวันออกกลาง โดยในครั้งนี้ จะมีผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทชั้นนำของไทย ร่วมเดินทางกว่า 70 คน และจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างไทย - ซาอุดีฯ รวมกว่า 10 ฉบับด้วย

 

หลังจากรัฐบาลไทยและซาอุดีอาระเบียได้ฟื้นความสัมพันธ์กันในปี 2565 รัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้จัดคณะเดินทางเยือนซึ่งกันและกันมากกว่า 10 ครั้ง รวมทั้งเร่งสร้างความร่วมมือผ่านกลไกคณะกรรมการต่าง ๆ เพื่อแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ทำให้มีแนวโน้มความสนใจลงทุนเพิ่มขึ้น โดยประเทศซาอุดีอาระเบียมีกองทุน Public Investment Fund (PIF) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีการลงทุนสูงที่สุดในโลก และกำลังเร่งขยายการลงทุนในประเทศต่าง ๆ ตามวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 (Saudi Vision 2030) ที่มีแผนพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย และสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย โดยจะเน้นลงทุนเพิ่มเติมในสาขาโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี อีกทั้งให้ความสนใจเป็นพิเศษกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เช่น ธุรกิจดิจิทัลและนวัตกรรมขั้นสูง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ เกษตรและอาหารแปรรูป พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น

“ไทยและซาอุดีอาระเบีย มีศักยภาพในการเป็น Twin Hub ซึ่งกันและกัน โดยซาอุดีฯ อาจพิจารณาใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน และใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP ที่เป็น
เขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่นักธุรกิจไทยสามารถใช้โอกาสจากความร่วมมือกับซาอุดีฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของตะวันออกกลาง ในการขยายตลาดไปสู่ทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีประชากรมากกว่า 400 ล้านคน และมีกำลังซื้อสูง การเปิดสำนักงานบีโอไอที่ซาอุดีฯ ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความร่วมมือและผลักดันการลงทุนระหว่างกันให้มีความคืบหน้าและเกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

 

“GMM SHOW” ชวนสัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีที่ชาวเหนือทั้งภาคไม่ควรพลาด Chang Music Connection presents “เชียงใหญ่เฟส 5” เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ

 


            ถึงเวลาชวนเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ มัน ม่วน พร้อมโมเมนท์สุดประทับใจมากมายที่ต่างจากงานอื่นๆ ในงาน Chang Music Connection presents “เชียงใหญ่เฟส 5 โดยผู้จัดทีม ALL AREA (ออลล์แอเรีย) ภายใต้หน่วยงาน GMM SHOW ที่กลับมาครั้งนี้พร้อมศิลปินชื่อดัง ได้ถูกรวบรวมมาไว้ในงานนี้งานเดียวครบทุกแนวเพลง ทั้ง ป็อบ ร็อก อินดี้ ฮิปฮอป โฟล์กฯ เดินทางมาหาแฟนเพลงชาวเหนือใน วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน และวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 บ้านสวนรถไฟรีสอร์ต (Royal Train Garden Resort) จ.เชียงใหม่ ซึ่งจัดเต็มตลอดทั้ง 2 วัน 3 เวที บน เวทีดอย, เวทีหมี และเวทีรถแดง กว่า 45 ศิลปิน ที่ไม่ควรพลาด BODYSLAM,         JOEY PHUWASIT, BIG ASS, SLOT MACHINE, THREE MAN DOWN, TAITOSMITH, POTATO,         TATTOO COLOUR, COCKTAIL, LOMOSONIC, JEFF SATUR, NUM KALA, BOWKYLION, POLYCAT, TILLY BIRDS, JOEYBOY, MAIYARAP, WHAL & DOLPH, DEPT, ONLY MONDAY, SAFEPLANET, YONLAPA, YOURMOOD, BLACKBEANS, MIRRR, LANDOKMAI, FREEHAND, PURPEECH, เขียนไขและวานิช, คณะขวัญใจ และเซอร์ไพรส์กับ 14 ศิลปิน ที่จะมาสร้างสีสันให้กับเชียงใหญ่เฟส เป็นครั้งแรก PIXXIE, RETROSPECT, TIMETHAI, D GERRARD, KRIST, BOMB AT TRACK, JA NONGPANEE, ATLAS, SOMETHING SWEET, LEMONY, PUN, COMMON PEOPLE LIKE YOU, LAWIN, เบื๊อก ซึ่งบอกได้เลยว่าศิลปินทุกคน ทั้ง 3 เวที ได้เพิ่มความน่าตื่นตาตื่นใจของโชว์ด้วยสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ที่จัดหนักจัดเต็มกว่าปีก่อนๆ แน่นอน

นอกจากความม่วนบนเวทีแล้ว งานเชียงใหญ่เฟส 5 เตรียมความพิเศษให้ทุกคนเริ่มตั้งแต่หน้างานบริเวณทางเข้า ที่จะพบกับ “ประตูท่าแพ” โฉมใหม่ ที่ออกแบบให้ทุกคนได้ถ่ายรูปเช็คอินตั้งแต่มาถึง และเมื่อเข้าไปภายในงานจะเห็น “อ้ายหมีแม็ปปิ้ง” หมีแพนด้าเป่าลมขนาดยักษ์สูง 10 เมตร โดยตอนกลางวันเป็นแลนด์มาร์กอ้ายหมีสุดน่ารัก ส่วนตอนกลางคืนมี 3D Mapping ภาพอาร์ตสุดเจ๋งฉายลงไปบนตัวหมีแบบ 360 องศา คอยต้อนรับทุกคนให้เข้ามาโพสต์ท่าถ่ายรูปคู่อ้ายหมี ถึงจะเรียกได้ว่ามาถึงงานเชียงใหญ่เฟส 5 แล้วอย่างเป็นทางการ และภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ รออยู่อีกมากมาย เตรียมพร้อมให้ทุกคนได้เข้าร่วมกันตลอดวันตลอดคืน ได้แก่ บอดี้เพนต์, แท็ตทูสติ๊กเกอร์, ทำเล็บ, ถักผม, โซนนวด, โซนชาร์จแบตฯ   

ถึงเวลาแล้วที่จะชวนเพื่อนมาเป็นกลุ่มหรือมาคนเดียว และหาเพื่อนใหม่ที่งาน เพื่อมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความม่วนที่หาไม่ได้จากงานไหนใน Chang Music Connection presents “เชียงใหญ่เฟส 5 ในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน และวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 ณ บ้านสวนรถไฟรีสอร์ต (Royal Train Garden Resort) จ.เชียงใหม่ เริ่มจำหน่ายบัตร Early Panda เพียง 3 วันเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1-3 สิงหาคม 2567 ราคาบัตร 1,200 บาท (จากราคาปกติ 2,000 บาท) เว็บไซต์ www.allticket.com หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ที่สำคัญมีโปรโมชั่นผ่อนจ่ายง่ายๆ 3 งวด สบายกระเป๋า จำหน่ายบัตรที่ www.TICKETIER.com หรือ แอปพลิเคชั่น TICKETIER สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook, IG, Tiktok : @ChiangYaiFest


ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...