วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

กระทรวงดิจิทัลฯ จับมือหัวเว่ย เสริมแกร่งโรงพยาบาลสนาม ด้วยนวัตกรรมการติดต่อสื่อสาร ช่วยบุคลากรทางการแพทย์รับมือโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 


ในภาพ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ (ที่ 2 จากซ้าย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายอาเบล เติ้ง (ซ้ายสุด) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งมอบนวัตกรรม ด้านการติดต่อสื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการโครงข่ายการสื่อสารของบุคลากรในพื้นที่ของโรงพยาบาลสนามให้เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ยกระดับประสิทธิภาพในการรับมือกับโรคระบาดให้แก่โรงพยาบาลสนามบางขุนเทียน กรุงเทพฯ โดยมี นายแพทย์ ศุภรัช สุวัฒนพิมพ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการ และ พญ.ประกายพรึก ทั่งทอง พญ.ประกายพรึก ทั่งทอง (ขวาสุด) โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็นผู้รับมอบ

 

[1 พฤษภาคม 2564, กรุงเทพมหานคร] – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมกำลังภาคสาธารณสุขประเทศไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลสนามที่ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น พร้อมเพิ่มความปลอดภัยในแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานด่านหน้า ด้วยการสนับสนุนเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลสนามบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ประกอบด้วย นวัตกรรมการสื่อสารทางไกล 5G เพื่อการแพทย์ (5G Telemedicine) ระบบบริหารจัดการผู้ป่วยอัจฉริยะ (Inpatient area Intelligent Management) และระบบโครงข่ายวิทยุสื่อสารไร้สายบรอดแบนด์ eLTE (eLTE broadband trunking) โดยใช้ Idea Hub เป็นศูนย์กลางการดำเนินการโซลูชันทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท โดยนวัตกรรมเหล่านี้จะเพิ่มศักยภาพในการจัดการโครงข่ายการสื่อสารของบุคลากรในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ยกระดับประสิทธิภาพในการรับมือกับโรคระบาดอย่างเต็มที่ ตอกย้ำหนึ่งในพันธกิจของหัวเว่ยในการมีส่วนร่วมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

 

จากสถานการณ์ที่ยังคงมีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องทำงานกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐานซึ่งรวมถึงสถานพยาบาลในประเทศไทยที่ต้องถูกนำมาใช้งานเพื่อรักษาผู้ป่วยในขณะนี้จนใกล้ถึงขีดจำกัด ทางภาครัฐและภาคสาธารณสุขจึงร่วมมือกันจัดตั้งโรงพยาบาลสนามอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด-19 ทั่วประเทศไทย รวมถึงโรงพยาบาลสนามบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่สามารถรองรับจำนวนคนไข้ได้เป็นจำนวนถึง 1000 เตียง ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับภาคสาธารณสุขในประเทศไทย เพื่อรับมือกับความท้าทายจากเรื่องการขาดแคลนทรัพยากรด้านเครื่องมือแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และสถานพยาบาล เพราะสถานการณ์โรคระบาด กระทรวงดิจิทัลฯ จึงเร่งรุดหน้านำนวัตกรรมจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างหัวเว่ย เพื่อใช้ในภารกิจรับมือและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้

 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวถึงความร่วมมือกับหัวเว่ย ประเทศไทย ในครั้งนี้ว่า ภาครัฐได้สนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้งานในด้านการบริหารประเทศและการบริการประชาชน ซึ่งรวมไปถึงการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ตามนโยบายเร่งด่วนโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยทางกระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนทั้งในด้านสุขภาพและการติดต่อสื่อสารในช่วงสถานการณ์แพร่กระจายของโควิด-19 ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากกระทรวงฯ และบมจโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้มอบระบบสื่อสารให้กับโรงพยาบาลสนามบางขุนเทียนแล้ว ทางกระทรวงฯ ยังได้เล็งเห็นศักยภาพของการนำเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกของหัวเว่ย ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและทีมงานเข้ามาสนับสนุน นำนวัตกรรมโซลูชันด้านการแพทย์ระดับโลกมาช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ไทยและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องขอบคุณ หัวเว่ยเทคโนโลยี่ ประเทศไทย เป็นอย่างมากที่ให้ความร่วมมือเต็มที่และสามารถติดตั้งโซลูชันทั้งหมดได้ในระยะเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น

 

นายแพทย์ศุภรัช สุวัฒนพิมพ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี เพื่อช่วยในงานของโรงพยาบาลสนามว่า ทางโรงพยาบาลต้องขอขอบคุณกระทรวงดิจิทัลและบริษัท หัวเว่ย ประเทศไทย ที่ได้ร่วมนำนวัตกรรมเทคโนโลยีและโครงข่ายด้านการติดต่อสื่อสารเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ สถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาด ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมสำหรับการช่วยคัดกรองอาการไข้ การบริหารจัดการและควบคุมพื้นที่ เนื่องจากโรงพยาบาลสนามมีภารกิจที่ต้องดูแลผู้ป่วยมากถึง 1,000 เตียง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องเหล่านี้ จะช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ผมมั่นใจว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนทางการแพทย์ จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ได้

 

ด้านนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยในขณะนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นตัวช่วยสำคัญของภาคสาธารณสุขในการรับมือกับปัญหาเรื่องการขาดแคลนทางการแพทย์ และในฐานะที่บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี เป็นพาร์ทเนอร์ด้าน ICT ที่ได้รับความไว้วางใจในประเทศไทย หัวเว่ยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐ สถานพยาบาล และทีมบุคลาการทางการแพทย์ในการรับมือกับสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 โดยเราได้ระดมทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าติดตั้งระบบโซลูชันที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรภาพของการสื่อสาร เช่น นวัตกรรมการสื่อสารทางไกล 5G เพื่อการแพทย์ (5G Telemedicine) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลการวินิจฉัย การรักษาและการป้องกันโรค รวมทั้งลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้กับบุคลากรการแพทย์ ระบบโครงข่ายวิทยุสื่อสารไร้สายบรอดแบนด์ eLTE (eLTE broadband trunking) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรภาพของการสื่อสารในด้านการประสานงานในช่วงเวลาสำคัญผ่านโครงข่ายไร้สายแบบบรอดแบนด์แบบเฉพาะ (Private network) ที่สามารถทำการสื่อสารผ่าน ภาพ เสียง วีดีโอ และแสดงพิกัด (Location service) ของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ผ่านโครงข่ายวิทยุไร้สาย eLTE ซึ่งสามารถทำงานโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงข่ายของผู้ให้บริการ (Public network) หลีกเลี่ยงความแออัดจากการใช้งานโครงข่าย (traffic congestion) ของประชาชน นอกจากนี้เรายังติดตั้ง ระบบบริหารจัดการผู้ป่วยอัจฉริยะ  (Inpatient area Intelligent Management) เพื่อส่งเสริมการจัดให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงที และลดภาระการทำงานให้แก่บุคลากรในพื้นที่ นวัตกรรมเหล่านี้ทำงานบนเครือข่าย 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แพทย์ ช่วยป้องกันให้กับบุคลากรทุกคนในโรงพยาบาลสนาม และช่วยทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดในปัจจุบันของไทยดีขึ้น

 

ในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการช่วยรับมือสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยด้วยนวัตกรรมชั้นนำต่าง ๆ ของบริษัท โดยหัวเว่ยได้มอบหน้ากากอนามัยจำนวน 500,000 ชิ้น เพื่อร่วมป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19ในไทย ส่งมอบระบบวิดีโอ เทเลคอนเฟอเรนซ์แบบเรียลไทม์เพื่อการแพทย์ (Huawei Telemedicine Video Conferencing Solution) ให้แก่กรมควบคุมโรคและโรงพยาบาลในประเทศไทย รวม 7 ชุด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้แก่บุคลากรการแพทย์ รวมทั้งส่งมอบโซลูชันผู้ช่วย AI วิเคราะห์รูปภาพทางการแพทย์เชิงปริมาณสำหรับรายงานผลตรวจภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) โควิด-19 ซึ่งทำงานบนเทคโนโลยี Cloud และ 5G ของหัวเว่ยให้แก่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลศิริราช เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานให้แก่บุคลากรในเวลานั้นอีกด้วย

ยาโยอิ ส่ง 2 โปรโมชันสุดคุ้ม เอาใจ 6 จังหวัด 1 แถม 1 คู่หู สุดคุ้ม 199 บาท และฮันเตอร์ ดูโอ้ เซตอาหารญี่ปุ่นราคาพิเศษ พร้อมเสิร์ฟให้อิ่มจุกๆ ถึง 16 พ.ค.นี้

 


ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ ส่งตรงความอร่อยสไตล์ต้นตำรับญี่ปุ่นแท้ๆ ถึงมือคุณ ล่าสุด จัด โปรฯ แรงสุดคุ้มสำหรับบริการซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี ยาโยอิ แถม คู่หู สุดคุ้ม 199 บาท และยาโยอิ
ฮันเตอร์ ดูโอ้ 
ให้เลือกฟิน แถมเซฟชัวร์ ถึง 16 พ.ค.นี้เท่านั้น!

·       ยาโยอิ  1 แถม คู่หู สุดคุ้ม 199 บาท เพียงเลือกจับคู่ความอร่อย 2 เมนูใดก็ได้ จาก รายการ ได้แก่ เซตซาบะย่างซีอิ๊วกระทะร้อน, เซ็นได ยูซุ เรเมน, ฮากาตะ ทันทัน ราเม็ง, เซตเทมปุระรวม,
เซตหมูย่างกระทะร้อน, ซัปโปโร ชิกกี้ เคอร์รี่ ซุป และราเม็ง แชมป์เปี้ยน

·       ยาโยอิ ฮันเตอร์ ดูโอ้ มีให้เลือกอร่อยแบบจุกๆ กับ เซตอาหาร สูตรพิเศษจากญี่ปุ่น ได้แก่ เซต A เมนูโกเบ คุโรบูตะ เทปปันยากิ (ซอสเปปเปอร์) จับคู่กับเซ็นได ยูซุ เรเมน ราคา 249 บาท, เซต เมนูซัปโปโร ซีฟู้ด เคอร์รี่ ซุป จับคู่กับฮากาตะ ทันทัน ราเม็ง ราคา 259 บาท และเซต เมนูโกเบ บีฟ เทปปันยากิ (ซอสฮัมเบิร์ก) จับคู่กับซัปโปโร ชิกกี้ เคอร์รี่ ซุป ราคา 299 บาท

อิ่มอร่อยกับเมนูสุดพิเศษจากร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทางซื้อกลับบ้านยาโยอิ เดลิเวอรี www.yayoirestaurants.com หรือ โทร. 1642, GrabFood, LINE MAN, Gojek และ foodpanda เฉพาะสาขาในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, ชลบุรี และเชียงใหม่ สามารถตรวจสอบโปรโมชันได้ที่ www.facebook.com/YayoiRestaurantThailand

คาร์โร จับมือ เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย มอบประกันโควิด-19 ระยะคุ้มครอง 1 เดือนฟรี!

 


ซื้อและออกรถยนต์กับ CARRO Automall ภายในวันที่ 1- 15 ..นี้ พร้อมรับความคุ้มครองชีวิตทันที คาร์โร(CARRO) ผู้ให้บริการซื้อ-ขายรถยนต์มือสองบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้คอนเซปต์ Click Buy Drive ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ใหม่ด้านการบริการซื้อ-ขายรถยนต์มือสองที่สะดวกและรวดเร็วมากกว่าเดิม ล่าสุดจับมือกับ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทยจำกัด (มหาชนหรือ MSIG Insurance (Thailand) PCL บริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของไทย มอบประกันโควิด-19 ระยะคุ้มครอง 1 เดือนฟรีสิทธิพิเศษเฉพาะ 100 ท่านแรกและ CARRO ยังมอบความมั่นใจ ห่างไกลโควิด – 19 ด้วยบริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อในรถยนต์ฟรีสำหรับลูกค้าทุกท่านที่เข้าชมรถยนต์ที่ CARRO Automall อีกด้วย





 

ฐปณีย์ จ๋วงพานิช ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพาร์ทเนอร์ชิพ บริษัท คาร์โร (ประเทศไทยจำกัด กล่าวถึงความร่วมมือที่จะส่งมอบความห่วงใยไปยังลูกค้าของคาร์โร ด้วยการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรด้านประกันภัยกับทาง บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทยจำกัด (มหาชนผ่านการมอบประกันโควิด-19 ให้แก่ลูกค้าที่ไว้วางใจใช้บริการของ CARRO Automall เพราะเชื่อว่า การซื้อรถยนต์กับคาร์โร ลูกค้าทุกท่านต้องได้รับความความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งทางคาร์โรยินดีมอบความคุ้มครองนี้ให้แก่ลูกค้าทุกท่านเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับยุคและสถานการณ์ปัจจุบัน

 


               รัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทยจำกัด (มหาชนกล่าวว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในขณะนี้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสได้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้มากกว่าเดิม เอ็ม เอส ไอ จี ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบความคุ้มครองด้านประกันภัยให้แก่ลูกค้าของคาร์โร ทั้งจากกรณีอุบัติเหตุ และการติดเชื้อจากไวรัสโควิด-19 เป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมให้ความอุ่นใจหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต 

 

สำหรับกรมธรรม์ประกันโควิด-19  ที่ คาร์โร ตั้งใจมอบความคุ้มครองให้ลูกค้าได้อุ่นใจจาก เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย มีความคุ้มครองเป็นระยะเวลา เดือน  โดยครอบคลุมดังนี้

   ในกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร เนื่องจากอุบัติเหตุ มอบเงิน 100,000 บาท

   กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร จากการถูกทำร้าย มอบเงิน 50,000 บาท

   ผลประโยชน์ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 มอบเงิน 5,000 บาท

   ค่าชดเชยรายวัน 300 บาทต่อวัน กรณีเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน จากอุบัติเหตุ หรือได้รับผลกระทบจากการฉีควัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 (ไม่เกิน 20 วัน)

   และคุ้มครองการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มอบเงิน 3,000 บาท (มีระยเวลารอคอย 14 วัน)

ทั้งนี้ผู้เอาประกันภัยจะต้องมีอายุระหว่าง 20-70 ปี และไม่คุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยภายใน 14 วันแรกนับจากวันเริ่มต้นระยะเวลาประกันภัย (โปรดศึกษาเงื่อนไขอื่น ๆ ของกรรมธรรม์เพิ่มเติม)

 

ช้อปรถมือสองคุณภาพดีที่รอให้คุณเป็นเจ้าของในราคาที่เอื้อมถึง และมาพร้อมความอุ่นใจในชีวิต ต้องที่ CARRO Automall โดยสามารถเลือกชมรุ่นรถที่ผ่านการคัดสรรและตรวจสภาพจากผู้เชียวชาญแล้วได้ที่ th.carro.co หรือผ่านช่องทาง

ช. การช่าง พร้อมเดินหน้าประมูลโครงการใหม่ตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 64 เผยแม้กระทบจาก Covid-19 แต่ยังมี กำไรสุทธิ 626 ล้าน พร้อมจ่ายปันผลหุ้นละ 0.20 บาท

 


ช. การช่าง เผยผลการดำเนินธุรกิจตลอดปี 2563 ยังคงแข็งแกร่งอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 บ้างก็สามารถดำเนินการโครงการต่างๆได้ต่อเนื่องตามแผน โดยอาศัยพื้นฐานธุรกิจที่มั่นคง กลยุทธสร้างการเติบโตในธุรกิจที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง ตลอดจนมีนโยบายในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังมีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ที่ชัดเจนเพื่อบริหารความเสี่ยงในวิกฤติ Covid-19 มั่นใจจะได้งานเพิ่มเติม Backlogและพร้อมปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อการดำเนินธุรกิจในโลกวิถีใหม่ เตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งในปี 2564  


นางสาวสุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เปิดเผยว่าสำหรับในปี 2563 บริษัทฯ ยังสามารถดำเนินการโครงการตามสัญญาก่อสร้างได้ตามแผน กลยุทธ์การมุ่งลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานหลากหลาย โดยอาศัยความแข็งแกร่งของกลุ่ม CK ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของบริษัทต่างๆในเครือทั้ง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM, บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW และ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP โดยการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่หลากหลายทั้ง ขนส่งมวลชน, น้ำประปา และพลังงาน ส่งผลให้บริษัทได้รับผลกระทบจากวิกฤติ Covid-19 ไม่มากนักเพราะธุรกิจการลงทุนและสามารถสร้างกระแสรายได้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเสริมธุรกิจก่อสร้าง มั่นใจในความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลงานโครงการสาธารณูปโภคใหม่ต่างๆของภาครัฐทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่คาดว่าจะกลับมาเดินหน้าตามแผนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 64 เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทย 


ณ สิ้นปี 2563 บริษัทฯ มียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่า 29,109 ล้านบาท มีผลงานโครงการที่สร้างเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบแล้ว ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย สัญญา บริหาร จัดหา ติดตั้งอุปกรณ์งานระบบ โครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน - นครราชสีมา สัญญาที่ โครงการปรับปรุงทางพิเศษสายศรีรัช -วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ และซ่อมแซมโครงสร้างทางพิเศษศรีรัช  โครงการงานปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ระบบผลิตและส่งจ่ายน้ำประปา โรงผลิตน้ำประปาบางเลน (ระยะที่ 1)  เป็นต้น 


ในปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 18,442 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท จำนวน 612 ล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ร้อยละ 8.39% นอกจากนี้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ยังได้พิจารณาอนุมัติการจัดสรรเงินกำไร                     โดยจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2563 ในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท รวมเป็นเงิน 331,579,374.40 บาท โดยมีกำหนดในการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 


สถานการณ์Covid-19 ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงปี 2563 ไม่ได้ส่งผลกระทบทางตรงต่อการดำเนินงานโครงการก่อสร้างที่บริษัทดำเนินอยู่ และมีผลกระทบต่อการลงทุนบางส่วนแต่เป็นการชั่วคราว  บริษัทฯมีแผนบริหารความเสี่ยงและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ Business Continuity Plan (BCP) ที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งในโครงการก่อสร้างและสำนักงานใหญ่ พร้อมแนวปฏิบัติในการดูแลความปลอดภัย สุขอนามัยตามมาตรฐานและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด กลยุทธ์การมุ่งลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานหลากหลายทำให้บริษัทได้รับผลกระทบด้านรายได้น้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น  สถานการณ์ Covid-19 กระทบต่อการประมูลโครงการใหญ่บางโครงการซึ่งมีผลต่อการประมูลงานใหม่ของบริษัทและทำให้ปริมาณงานในมือและรายได้ในปี 2563 ลดลง อย่างไรก็ตามบริษัทมั่นใจว่าในปี 2564 ภาครัฐจะเร่งเปิดประมูลโครงการต่างๆเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 โดยบริษัทมีความพร้อมเดินหน้าเข้าร่วมประมูลโครงการต่างๆเต็มที่โครงการที่บริษัทให้ความสำคัญ คือ รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก มูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีม่วงด้านใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มูลค่า 77,000 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าชานเมือง สายสีแดง มูลค่า 60,000 ล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ที่ผ่าน EIA แล้ว 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 180,000 ล้านบาท โครงการแนวมอเตอร์เวย์ นครปฐม – ชะอำ มูลค่า 61,000 ล้านบาท โครงการแนวมอเตอร์เวย์ บางขุนเทียน – บ้านแพ้ว มูลค่า 10,500 ล้านบาท เป็นต้น สำหรับในต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาสรุปแผนการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในสปป.ลาว กำลังการผลิตระหว่าง 1,000-1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งใช้เงินลงทุนราว 135,000 ล้านบาท รวมเป็นโครงการที่เตรียมเข้าประมูลมูลค่ากว่า 700,000 ล้านบาท  


นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทยังได้รับรางวัลจากองค์กรภาครัฐและเอกชนต่างๆมากมาย เช่น รางวัล “Thailand Sustainability Investment 2020” (THSI) โดยมอบให้แก่บริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน มีผลประกอบการที่เข้มแข็ง สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบบรรษัทภิบาล, รางวัล “Outstanding Investor Relations Awards” รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ดีเด่น และรางวัลสุดยอดองค์กรแห่งปี “Thailand Top Company Awards 2020” ประเภทธุรกิจอุตสาหกรรมการก่อสร้าง  


สำหรับโครงการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการ มีความคืบหน้าตามแผนที่วางไว้ โดย ณ เดือนธันวาคม 2563 มีรายละเอียด ดังนี้ 

  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี) สัญญาที่ 1 ความคืบหน้าร้อยละ 64.1, สัญญาที่ 2 ความคืบหน้าร้อยละ 56.7และสัญญาที่ 5 ความคืบหน้าร้อยละ 64.6  
  • โครงการทางพิเศษพระราม 3 – ดาวคะนอง สัญญาที่ สะพานขึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ความคืบหน้าร้อยละ 33.6 
  • โครงการอาคารศูนย์บูรณาการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คืบหน้าร้อยละ 11.9 
  • โครงการงานก่อสร้างศูนย์เรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ความคืบหน้าร้อยละ 0.4 

 

ขณะเดียวกันบริษัทยังมุ่งสนับสนุนการดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การช่วยเหลือและสนับสนุนบุคลากรด้านสาธารณสุขและการแพทย์ในภารกิจสู้ภัยโควิด-19  การดูแลสิ่งแวดล้อมชุมชนและสังคมเพื่อลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนั้นบริษัทยังดำเนินโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่องเช่น  การส่งเสริมนวัตกรรมช่างชุมชนอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของ ช. การช่าง ในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนโดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและพัฒนาประเทศผ่านโครงสร้างพื้นฐานและการคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม   

 

ซูเปอร์สปอร์ตจับมือกลุ่มเซ็นทรัล เปิดโครงการ “ทำด้วยใจ ไฟท์โควิด-19” ระดมทุนหนุนงานวิจัยและพัฒนานักวิจัยไทย

 


การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือตระหนักถึงผลกระทบในหลายๆด้าน ทั้งการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการคิดค้นงานวิจัยอย่างเร่งด่วนที่จะเป็นทางออกในการยับยั้งเชื้อดังกล่าว ซึ่งยังต้องการทุนทรัพย์ในการสนับสนุนให้เกิดผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้ร่วมสร้างปรากฏการณ์การวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยไทยให้ประสบความสำเร็จ ด้วยการเปิดตัวโครงการ “ทำด้วยใจ ไฟท์โควิด-19 (Help Thai Fight COVID-19)” ภายใต้โครงการเพื่อสังคมหลัก “เซ็นทรัล ทำ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ”  ร่วมกันระดมทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม “ยาทำลาย/กระบวนการยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรน่า และ วัคซีนป้องกันโรค” โดยฝีมือแพทย์ชาวไทย มอบผ่านแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ โดยมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์  ระหว่างเดือนมีนาคม ธันวาคม 2564  

 

ซูเปอร์สปอร์ตโดยคุณเออร์ลินดา เพชรพิสิฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ซูเปอร์สปอร์ต ได้ผนึกกำลังสนับสนุนโครงการนี้ ด้วยการส่งมอบความห่วงใยผ่านหน้ากากผ้า และเชิญชวนทุกๆคนซื้อหน้ากากผ้าของ  S Sports เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณห่วงใย โดยทุกๆการซื้อหน้ากากผ้า S Sports นี้ ซูเปอร์สปอร์ตจะร่วมบริจาค 100 บาท เข้าโครงการ “ทำด้วยใจ ไฟท์โควิด-19 (Help Thai Fight COVID-19)”

 

 

อย่างไรก็ตามการมีวินัยในการ รักษาความสะอาดด้วยการหมั่นล้างมือและสวมใส่หน้ากากอนามัยในที่ชุมชน ถือเป็นยาหรือวัคซีนที่ดีที่สุดที่จะเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่เป็นเกราะในการป้องกันให้ไกลห่างโรค โควิด-19

 

 


ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...