วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564

เปิดมุมมอง “ธนา ต่อสหะกุล” ผู้นำทัพคนใหม่ของ MDPC ชูหลัก “พัฒนาคน” ให้พร้อมส่งมอบบริการอสังหาแบบครบวงจรอย่างเหนือระดับ

 


งานบริหารจัดการโครงการที่อยู่อาศัยและงานบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นงานละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยหลายทักษะ โดยเฉพาะการเข้าใจในความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภค และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วทันใจ ทีมงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณภาพความเป็นอยู่ของผู้พักอาศัย และบริการด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจึงต้องผ่านการฝึกอบรมให้มีความเชี่ยวชาญในหน้าที่ เช่นเดียวกับการมีทัศนคติที่ดี พร้อมจะส่งมอบบริการที่เหนือระดับอย่างมีคุณภาพ 

ภารกิจใหญ่ในฐานะผู้นำคนใหม่ของคุณธนา ต่อสหะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มดีพีซี จำกัด MDPC Expertise Meets Excellence จึงเป็นการวางรากฐานแนวคิดในการทำงานของบุคลากรเพื่อส่งมอบบริการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรให้แก่ผู้บริโภคและผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการภายใต้การดูแลของ MDPC ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบที่สุดในทุกสถานการณ์ พร้อมตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคตามแนวคิด “ทุกเรื่องในคอนโดฯ ให้เราดูแล” พร้อมนโยบายการทำงานต่างๆ ที่เข้าใจลูกค้า และบริการที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจสูงสุด 

“เราอยากให้บุคลากรของ MDPC ไม่ว่าจะฝ่ายนิติบุคคล ฝ่ายทำความสะอาด ฝ่ายวิศวกรรมอาคารฝ่ายความปลอดภัย ฝ่ายตัวแทนขาย รวมถึงฝ่ายอื่นๆ มีครบทั้ง Hard Skills ซึ่งเป็นทักษะความรู้ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน และ Soft Skills ทักษะด้านการปฏิสัมพันธ์ เพราะงานบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ต้องติดต่อกับผู้คนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันในทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงมีจิตใจรักในงาน ด้านบริการ หรือ Service Mind พร้อมที่จะดูแลลูกบ้านและผู้มาติดต่ออย่างเต็มที่ และให้ความสำคัญกับเรื่องความสมบูรณ์แบบของทุกบริการ เช่น การบริหารจัดการอาคารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 ซึ่งเป็นมาตรฐานของระบบบริหารคุณภาพในระดับสากล แต่ความสมบูรณ์แบบเหล่านี้จะเกิดไม่ได้หากขาดความร่วมมือร่วมใจกันในทีม เราจึงคาดหวังให้บุคลากรทุกคนมี Soft Skills ในด้านการเข้าสังคมและพร้อมที่จะทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพ เราจึงปรับแผนการบริหารให้กับแต่ละโครงการโดยเฉพาะ เพื่อเป็นให้มากกว่างานนิติบุคคล แต่ดูแลครบทุกมิติและเน้นเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัย และ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการดูแลให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคอย่างครบวงจร 

 MDPC Expertise Meets Excellence เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์พร้อมผนึกกำลังคนเพื่อส่งมอบ All in One Service หัวใจสำคัญของการส่งมอบบริการที่สมบูรณ์แบบ เหนือความคาดหมายของลูกค้าคือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นมืออาชีพ เราจึงต้องทำให้บุคลากรและทีมงานเห็นภาพที่ชัดเจนของเป้าหมายองค์กร แล้วทุกคนจะสามารถนำสิ่งที่เราเน้นย้ำไปปฏิบัติตามได้อย่างเข้าใจและเต็มใจ”  

บริษัท เอ็มดีพีซี จำกัด  MDPC Expertise Meets Excellence เป็นผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรในเครือเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ปัจจุบัน ให้บริการใน 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย 1.ธุรกิจบริหารจัดการอาคาร 2.ธุรกิจนายหน้าซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ 4.ธุรกิจตกแต่งและปรับปรุงที่อยู่อาศัย 5.ธุรกิจบริการด้านความสะอาด 6.ธุรกิจบริการด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง มีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือในการดูแลอสังหาริมทรัพย์เพื่อผู้บริโภค 

ติดตามอัปเดตข่าวสารที่น่าสนใจเกี่ยวกับบริษัท เอ็มดีพีซี จำกัด เพิ่มเติม  

MDPC Property Consultants             


 

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ สานต่อกิจกรรม “แต่งไทยตามนิยม เดินชมไม่เสียอัฐ ปี ๗” แต่งชุดไทย เข้าชมฟรี ๑๐-๑๘ เม.ย.นี้เท่านั้น!!

 


ร่วมฉลองขึ้นปีใหม่ไทยในเทศกาลสงกรานต์ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ชวนร่วมสนุกกับกิจกรรม “แต่งไทยตามนิยม เดินชมไม่เสียอัฐ ปี ๗” พร้อมรับบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ฟรี ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๘ เมษายนนี้เท่านั้น! 

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพียงแต่งชุดไทย หรือผ้าไทย สามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ โดยไม่เสียค่าเข้าชม หรือโพสต์ภาพแต่งชุดไทยหรือหรือชุดผ้าไทย ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมของตนเอง พร้อมติดแฮชแท็ก #แต่งไทยตามนิยมเดินชมไม่เสียอัฐ โดยตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะและส่งภาพดังกล่าวมาทางกล่องข้อความของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เพื่อรับบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ฟรี (e-giftcard) จำกัดสิทธิ์ ท่านละ ๑ ใบตลอดกิจกรรม (พระบรมมหาราชวังปิดทำการวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔) 

ทั้งนี้ ขอความกรุณาแต่งกายสุภาพ สำหรับชุดไทย งดห่มสไบแบบไม่มีเสื้อมีแขนด้านใน หรือเสื้อแขนกุด รวมถึงเสื้อกั๊ก เสื้อสั้น หรือรัดรูป กางเกงแบบบาง กางเกงขาสั้น กางเกงที่ฉีกขาด กางเกงรัดรูป กางเกงสำหรับจักรยาน และกระโปรงสั้น เพื่อให้เป็นไปตามกฎการแต่งกายของพระบรมมหาราชวัง

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ติดต่อสอบถามข้อมูล  โทร ๐-๒๒๒๕-๙๔๒๐๐-๒๒๒๕-๙๔๓๐ ต่อ ๐ หรือ ๒๔๕ ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. หรือข้อความทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/qsmtthailand



ซัมซุงเผยกลยุทธ์ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปี 2021 ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์อันดับ 1 ของประเทศไทย เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ซัมซุงในฐานะผู้นำนวัตกรรมระดับโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

 


  • ภาพรวมกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุงยังคงแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคพร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อตอบสนองอย่างทันท่วงที โดยชูแนวคิด Customer Centric พัฒนาสินค้าตอบโจทย์ความต้องการ-สอดรับไลฟ์สไตล์อย่างลงตั
  • กลยุทธ์สื่อสารการตลาดแบบส่งตรงเฉพาะกลุ่ม เจาะตลาดกลุ่มมิลเลนเนียลที่ต้องการสิ่งสะท้อนตัวตนพร้อมเผยให้เห็นความเป็นตัวของตัวเองผ่านการ Customization หรือตอบโจทย์พวกเขาแบบ Personalize
  • เปิดตัว BESPOKE ซับแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าไลฟ์สไตล์คอนเซปต์ใหม่ ตอบโจทย์ชาวมิลเลนเนียลที่กำลังมองหาสินค้าที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร ด้วยดีไซน์ปรับเปลี่ยนได้หลายสี หลายขนาด หลายสไตล์เพื่อให้เข้ากับทุกพื้นที่ภายในบ้าน
  • ตลาดตู้เย็นในประเทศไทยปี 2020 เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 12% พร้อมเผยให้เห็นเทรนด์ของผู้บริโภคที่มีความต้องการตู้เย็นไซส์ใหญ่กว่าเดิมเนื่องจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเปลี่ยนมาอยู่บ้านมากขึ้น และคาดการณ์ว่าในปีนี้จะยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

กรุงเทพฯ (2 เมษายน 2564) - ซัมซุง เผยความสำเร็จของการเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านปี 2020 ยังคงเติบโตได้เป็นที่น่าพอใจ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาดแต่ก็สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและพร้อมจะเป็นผู้กำหนดทิศทางในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียม เห็นได้จากการครองตำแหน่งอันดับ ตลาดทีวีระดับโลกต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี และการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ ของตลาดตู้เย็นประเทศไทยด้วยยอดขายเติบโตสูงสุด พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้แนวคิด Customer Centric เจาะกลุ่ม “มิลเลนเนียล” ด้วยผลิตภัณฑ์สินค้าไลฟ์สไตล์ภายใต้การเปิดตัวซับแบรนด์ BESPOKE เพื่อนำเสนอมิติใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้แบบ Personalize

 

นางสาวเจนนิเฟอร์ ซอง ประธานธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “จากสถานการณ์ที่ผ่านนั้นส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ด้วยการเปลี่ยนวิถีของผู้บริโภคเข้าสู่ยุค New Normal อย่างฉับพลัน แต่ด้วยกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง หรือ Customer Centric โดยเน้นการเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ส่งผลให้ซัมซุงสามารถใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์ผู้บริโภคเพื่อการก้าวสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม รวมถึงการช่วยให้พวกเขามีความสุขไปกับนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสุดทันสมัยที่จะเนรมิตให้บ้านธรรมดากลายเป็นสมาร์ทโฮมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามความชอบของเจ้าของบ้าน”

 

“ซัมซุง ในฐานะผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ ซึ่งมีนวัตกรรมที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ยังให้ความสำคัญในการเชื่อมต่อออฟไลน์-ออนไลน์ รวมถึงช่องทาง Omni-Channel เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน บนความเข้าใจถึงความแตกต่างของบุคคลอย่างลึกซึ้ง เพื่อสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์อันมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังนำนวัตกรรมล้ำสมัย ที่มีเทคโนโลยี AI มาสู่การใช้ชีวิตประจำวัน และขยายการใช้เทคโนโลยีให้ครอบคลุมถึงอนาคตที่ดีขึ้นของสังคม สิ่งแวดล้อม และโลก” เจนนิเฟอร์ กล่าว

 

จากผลสำรวจของ TCDC หลังจากเกิดสถานการณ์โรคระบาดพบว่า กลุ่มมิลเลนเนียนที่มีอยู่เกือบ ใน ของประชากรไทย มักจะใช้เวลาถึง 70% ในการใช้ชีวิตไปกับพื้นที่ภายในบ้าน นับว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเจเนเรชันอื่นๆ ส่งผลให้ตลาดสินค้าของใช้ในบ้านมีมูลค่าสูงถึง 649 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ โดยคาดว่าในปี 2021 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก 5.5% อีกทั้งคนกลุ่มนี้ยังให้ความสำคัญกับการแสดงความเป็นตัวตนที่ชัดเจนพร้อมมองหาสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของพวกเขา และยินดีที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์และบริการที่มาจากบริษัทที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

 

นางสาวปารมี ทองเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร เล่าว่า “มีผลสำรวจออกมาว่า 79%  ของคนกลุ่มมิลเลนเนียนยินดีซื้อสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร จึงเป็นแนวทางของบริษัทที่จะนำพาตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยเข้าสู่มาตรฐานเดียวกับต่างชาติตามฐานรายได้ที่ขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า”

 

BESPOKE ซับแบรนด์ใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มไลฟ์สไตล์

นอกจากนวัตกรรมที่ดีที่สุดแล้ว ซัมซุงยังให้ความสำคัญกับการออกแบบสินค้าโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก ด้วยความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในตลาดที่เจริญรุดหน้า นี่จึงเป็นครั้งแรกของการนำเสนอซับแบรนด์ BESPOKE หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มไลฟ์สไตล์เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันมีคุณค่าและเฉพาะบุคคลมากขึ้น

 

เจนนิเฟอร์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “การต่อยอดซับแบรนด์ BESPOKE เปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่สามารถสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างแท้จริง พิสูจน์ได้จากปีที่ผ่านมา การเปิดตัวตู้เย็น Bespoke ในประเทศเกาหลีใต้สามารถผลักดันยอดขายตู้เย็นได้สูงถึง ใน ส่วน แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียลกำลังต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีดีไซน์ไม่เหมือนใคร ไม่เพียงเท่านั้น Bespoke ยังเคยได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Award) จากงานประกวดการออกแบบระดับโลก International Forum (iF) Design Award 2020 และยังเป็นผู้ชนะรางวัล NYCxDESIGN Awards ประจำปี 2020 ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัวอีกด้วย

 

ตอบโจทย์ความต้องการอันทันสมัย

ตู้เย็น Bespoke สามารถลบภาพห้องครัวแบบเดิม ให้กลายเป็นห้องครัวที่โมเดิร์นทันสมัยด้วยดีไซน์ สีสันและขนาดโมดูล ขณะเดียวกันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้าของห้อง โดยตู้เย็น Bespoke นี้ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้เองทั้งวัสดุ สี และจำนวนโมดูลเพื่อให้สอดคล้องไปกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการใช้งานตู้เย็นของทุกคนในครอบครัว อาทิ รูปแบบคลาสสิคสองโมดูลประตูสี่บาน หนึ่งโมดูลประตูสองบาน หรือแบบโมเดิร์นประตูยาวหนึ่งบานและประตูอีกสองบานในอีกฝั่ง รวมถึง Reversible Door ที่ให้ผู้ใช้กำหนดทิศทางการเปิดฝาตู้ได้ตามต้องการด้วย


ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดตู้เย็นประเทศไทย

ปี 2020 ที่ผ่านมา ซัมซุงครองความเป็นผู้นำตลาดตู้เย็นของประเทศไทยด้วยยอดขายอันดับ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จนี้มาจากการเรียนรู้และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากประเทศไทยนั้นถือเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ จึงสามารถเลือกโมเดลที่ตอบโจทย์การใช้งานผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันซัมซุงมีสินค้าครอบคลุมทั้งกลุ่มพรีเมียมและแมส ไม่ว่าจะเป็น แฟมิลี่ ฮับ (Family Hub) ตู้เย็นอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อทุกคนในครอบครัวผ่านหน้าจอหลักของตู้ หรือตู้เย็น ประตู และ ประตูที่มาพร้อมนวัตกรรม Twin Cooling Plus อันเป็นเอกสิทธ์ของซัมซุงในการแยกส่วนการทำความเย็นเหมาะสมสำหรับอาหารและความความสามารถในการยับยั้งกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ดังนั้นการมาของ Bespoke ในปีนี้ก็จะช่วยทำให้ไลน์สินค้าตู้เย็นมีความครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ โดยมีแผนจะเพิ่มช่องทางการตลาดที่หลากหลายเพื่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

 

นายกฤษฎา วัฒนารักษ์สกุล ผู้อำนวยการ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน กล่าวว่า “เป้าหมายของซัมซุงในปีนี้คือการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้ารูปแบบไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในปัจจุบัน ดังนั้นตู้เย็น Bespoke จึงถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่แห่งการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์สมัยใหม่เข้ากับนวัตกรรมที่ดีที่สุดของซัมซุง ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มไลฟ์สไตล์เหล่านี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบรับกับรูปแบบการชีวิตใหม่ๆ ที่คนไม่ได้มองว่าบ้านคือสถานที่พักอาศัยเท่านนั้น แต่ยังเป็นสถานที่สำหรับความบันเทิงและเป็นที่ทำงาน บทบาทของเครื่องใช้ไฟฟ้าจึงได้ถูกพัฒนาไปให้มีความยืดหยุ่น ฟังก์ชั่นที่หลากหลายและมีสไตล์เฉพาะตัว และนี่คือความแตกต่างของเราที่ไม่มีใครเทียบได้” 

 

พร้อมนำเสนอประสบการณ์เหนือไปอีกขั้น

มากไปกว่านั้น ซัมซุงยังคงเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ที่ได้รับความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค ด้วยการขยายเวลารับประกันเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้สูงสุดถึง 5 ปี[1] นับได้ว่าสูงที่สุดในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปัจจุบัน และยังมีบริการถึงบ้านตลอด 7 วัน พร้อมกับบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง โดยลูกค้าสามารถเลือกช่องทางติดต่อเจ้าหน้าได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะเป็นคอลเซ็นเตอร์ หรือ Live Chat เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการบริการที่รวดเร็วและตรงจุดยิ่งขึ้น

 

สำหรับตลาดประเทศไทยตู้เย็น Bespoke ถือเป็นก้าวแรกของการปรับรูปแบบตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์เป็นฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีความหลากหลาย ซึ่งซัมซุงมีความมั่นใจว่าสินค้าอื่นๆ ในกลุ่มของ BESPOKE HOME ที่จะเปิดตัวในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็จะได้รับความนิยมพร้อมครองความเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์อันดับ 1 ของประเทศไทยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

 

ตู้เย็น Bespoke สามารถตอบรับทุกความต้องการได้อย่างลงตัวใน รูปแบบสีที่คุณสามารถเลือกได้ในสไตล์ของตัวเอง ได้แก่ Glam Pink, Glam Navy, Glam White, Satin Gray, และ Satin White ผู้ที่สนใจสามารถจับจองได้แล้ววันนี้ในราคาเริ่มต้นที่ 36,970 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/refrigerators/all-refrigerators/?bespoke   

 

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564

“โปรโม-เม” ติดโผลงชิงชัย เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ ประชันมือท็อปโลกที่สิงคโปร์

 


สิงคโปร์
, เมษายน 2564 – สองพี่น้อง โมรียา และ เอรียา จุฑานุกาล มีชื่อติดโผลงประชันฝีมือกับเหล่าโปรสาวมือท็อปของโลก ในศึกแอลพีจีเอทัวร์ รายการ “เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ” ที่สนามเซนโตซา กอล์ฟคลับ ประเทศสิงคโปร์ ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเป็นรายการประเดิมเอเชียนสวิงในฤดูกาลนี้

 

ศึกแอลพีจีเอทัวร์ รายการ เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ ได้รับการยกย่องให้เป็นเมเจอร์แห่งเอเชีย โดยทาง เอชเอสบีซี สิงคโปร์ พร้อมด้วยไอเอ็มจี ผู้จัดการแข่งขันและการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ประกาศความพร้อมกลับมาจัดการแข่งขันอีกครั้งระหว่างวันที่ 29 เมษายน- พฤษภาคมนี้ ที่สนามเซนโตซา กอล์ฟ คลับ หลังจากต้องยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมเผยได้รับการยืนยันจาก ปาร์ก ซัง ฮุน แชมป์เก่าชาวเกาหลีใต้จะกลับมาป้องกันแชมป์ในปีนี้ ร่วมด้วยโค จิน ยัง มือหนึ่งโลกเพื่อนร่วมชาติ รวมถึง ปาร์ก อิน บี ดีกรีแชมป์สองสมัย แดเนียล คัง แชมป์เมเจอร์ และมินจี ลี เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ รายการ

 

ล่าสุดฝ่ายจัดการแข่งขันเผยรายชื่อนักกอล์ฟระดับแนวหน้าของโลกที่ตอบรับร่วมแข่งขันเข้ามาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นอดีตดีกรีมือหนึ่งโลกอย่าง “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล ยอดนักกอล์ฟสาวไทย, ลิเดีย โค จากนิวซีแลนด์ และเฟิง ชานชาน จากจีนนาสะ ฮาตาโอะ มือ 8 ของโลก และฮินาโกะ ชิบูโนะ มือ 15 ของโลก จากญี่ปุ่น และสองนักกอล์ฟเกาหลีใต้ คิม ฮโย จู มือ ของโลก และเรียว โซ ยอน มืออันดับ 16 ของโลก

 

นอกจากนี้ยังมี “โปรโม” โมรียา จุฑานุกาลคาร์โลต้า ซิกันด้า และ ซาฮาร่า มู นอช สองสาวชาวจากสเปนลิเซ็ตต์ ซาลาส และแองเจลา สแตนฟอร์ด แชมป์ปี 2012 จากสหรัฐฯเมลิสซ่า รีด และจอร์เจีย ฮัลล์ จากอังกฤษ ทั้งนี้จากรายชื่อดังกล่าว ทำให้ขณะนี้มีโปรสาวท็อป 10 ของโลก ราย รวมมือหนึ่งโลกคนปัจจุบัน พร้อมเจ้าของแชมป์เมเจอร์ และอดีตแชมป์รายการนี้ คน จะร่วมชิงชัยที่สนามเซนโตซา กอล์ฟ คลับ ในปีนี้

 

“โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล เจ้าของตำแหน่งสองแชมป์เมเจอร์ และรองแชมป์เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ ปี 2017 กล่าวถึงการกลับมาลงแข่งขันที่สิงคโปร์ ในปีนี้ว่า “กอล์ฟเอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ เป็นทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญสำหรับเม โดยลงเล่นรายการนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2013 ในฐานะมือสมัครเล่นที่ได้รับเชิญจากผู้สนับสนุน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก และในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาก็กลับมาร่วมแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้กอล์ฟเอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ จะเป็นรายการแรกของเอเชียนสวิงในฤดูกาลนี้ และเมก็เฝ้ารอที่จะได้กลับมาเล่นที่เซนโตซาและสัมผัสบรรยากาศในสนามแห่งนี้ เพราะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่บนสนามกอล์ฟที่ยอดเยี่ยม ดังนั้นจึงอยากขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ผลักดันให้สามารถจัดการแข่งขันขึ้นได้ในปีนี้ จะพยายามทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อให้แฟนๆ ได้ลุ้นอย่างสนุก”

 

สำหรับการแข่งขันในปีนี้จัดภายใต้มาตรการความปลอดภัยในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19    มีการจำกัดจำนวนผู้ชม เพื่อความปลอดภัยของนักกอล์ฟ เจ้าหน้าที่ แขกรับเชิญ ทั้งนี้เอชเอสบีซี ผู้สนับสนุนหลัก พร้อมด้วยไอเอ็มจี ฝ่ายจัดการแข่งขันได้ทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างมาตรการป้องกันตลอดทัวร์นาเมนท์ทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน

 

โดยการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (เอสทีบี) มีบทบาทสำคัญในการวางแผนจัดการแข่งขันในปีนี้ ล่าสุด นายคีธ ตัน ประธานบริหารเอสทีบี เผยว่า สิงคโปร์รู้สึกยินดีและพร้อมต้อนรับเหล่านักกอล์ฟระดับแนวหน้าของโลกเข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟเอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ 2021 เราดีใจที่ได้เห็นเหล่านักกอล์ฟฝีมือระดับโลกกลับมาแข่งขันกอล์ฟระดับนาชาติรายการแรกในสิงคโปร์นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  การท่องเที่ยวสิงคโปร์ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทางไอเอ็มจี และแอลพีจีเอทัวร์ เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ และเพื่อรักษามาตรฐานการแข่งขันระดับเวิลด์คลาส เราคาดหวังที่จะได้เห็นการแข่งขันที่สนุกตื่นเต้นเร้าใจอีกครั้งในเดือนหน้า รวมถึงการเป็นเจ้าภาพกีฬารายการใหญ่ที่ปลอดภัยและน่าประทับใจ

 

สำหรับการแข่งขันกอล์ฟเอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ เป็นการประชันฝีมือของเหล่าโปรกอล์ฟสาวระดับโลกรวม 66 คน แบบสโตรกเพลย์ วัน โดยไม่การตัดตัว

 

นักกอล์ฟ 66 คนที่จะเข้าแข่งขันรายการ เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ ประกอบด้วย :

- นักกอล์ฟอันดับ 1-20 ของโลก ณ วันที่ มกราคม 2020

แชมป์แอลพีจีเอทัวร์ ทุกรายการ นับตั้งแต่รายการเอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ 2019 จนถึงรายการไอเอสพีเอส ฮันดะ วีเมนส์ ออสเตเลียน โอเพน 2020 รวมถึงแชมป์รายการ ดาว เกรต เลกส์ เบย์ อินวิเตชันแนล คน

- แชมป์เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ ปี 2018 และ 2019

โควต้าที่เหลือมาจากนักกอล์ฟแอลพีจีเอทัวร์ ในอันดับ LPGA Priority List ณ วันที่ มกราคม 2020

นักกอล์ฟรับเชิญจากผู้สนับสนุน คน

- ผู้เล่นสำรองสำหรับโควต้าข้างต้น มาจากนักกอล์ฟในอันดับ LPGA Priority List ณ วันที่ มกราคม 2020

แชมป์ในฤดูกาล 2021 นับตั้งแต่รายการ แอลพีจีเอ ไดรฟ์ ออน แชมเปียนชิพ 2020 จนถึงรายการ ล็อตเต้ แชมเปียนชิพ 2021

 

รายละเอียดเพิ่มเติมการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ https://www.hsbcgolf.com/womens

หัวเว่ยเผยรายงานประจำปี 2563 พร้อมยึดมั่นเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อลูกค้าและภาคสังคม แม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย

 


เซินเจิ้น ประเทศจีน, 1 เมษายน พ.ศ. 2564 - หัวเว่ย เผยรายงานประจำปี 2563 แม้การเติบโตทางธุรกิจจะชะลอตัว แต่ผลประกอบการส่วนใหญ่ของบริษัทยังเป็นไปตามคาดการณ์ โดยทำรายได้จากยอดขายทั่วโลกในปี พ.ศ. 2563 อยู่ที่ 891.4 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมด้วยกำไรสุทธิที่ 64.6 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 3.2% จากปีที่แล้ว

 

ในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจโครงข่ายของหัวเว่ยได้ช่วยให้ผู้ให้บริการมากกว่า 1,500 รายในกว่า 170 ประเทศ ทั่วโลก นำเสนอบริการได้อย่างมีความเสถียรในช่วงล็อคดาวน์จากโควิด-19 ซึ่งบริการดังกล่าวช่วยมอบบริการโทรคมนาคม การเรียนรู้ออนไลน์ และออนไลน์ช้อปปิ้งให้กับผู้คนทั่วโลก หัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเพื่อมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่เหนือกว่า และผู้ให้บริการเครือข่ายทั่วโลกเพื่อส่งมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ดีขึ้นไปอีกระดับ รวมทั้งเดินหน้าผลักดันโครงการนวัตกรรมด้าน 5G กว่า 3,000 โครงการ ในกว่า 20 อุตสาหกรรม เช่น เหมืองถ่านหิน การผลิตเหล็กกล้า ท่าเรือ หรือภาคการผลิตอื่นๆ

 

ในช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจองค์กรของหัวเว่ยได้ทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนานวัตกรรมโซลูชันสำหรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ และเพื่อสร้างอีโคซิสเต็มที่สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งเกิดจากการร่วมมือและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น หัวเว่ยได้ส่งมอบองค์ความรู้ด้านเทคนิคและโซลูชันต่าง ๆ ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นส่วนสำคัญในการต่อสู้กับไวรัสในครั้งนี้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือโซลูชัน AI บนหัวเว่ยคลาวด์เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค ช่วยลดภาระด้านโครงสร้างทางสาธารณสุขให้กับโรงพยาบาลได้ทั่วโลก นอกจากนี้ หัวเว่ยยังทำงานร่วมกับพันธมิตรเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ทำงานบนคลาวด์สำหรับนักเรียนระดับประถมและมัธยมกว่า 50 ล้านคนอีกด้วย

 

การเปิดตัวระบบปฏิบัติการ HarmonyOS และอีโคซิสเต็ม Huawei Mobile Services หรือ HMS เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์จากกลุ่มธุรกิจสำหรับผู้บริโภคของหัวเว่ยในการมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตในยุค AI แบบไร้รอยต่อ (1 + 8 + N) เพื่อส่งมอบประสบการณ์อัจฉริยะให้กับผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมอุปกรณ์และสถานการณ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานอัจฉริยะ ฟิตเนสและสาธารณสุขอัจฉริยะ สมาร์ทโฮม การเดินทางที่ง่ายขึ้น หรือแม้แต่เรื่องของความบันเทิง

 

นายเคน หู (Ken Hu) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยสามารถเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบาก เราเดินหน้ารังสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าของเรา ช่วยต่อสู้กับโรคระบาด สนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และทำให้สังคมทั่วโลกเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ เรายังใช้โอกาสนี้ในการพัฒนากระบวนการการดำเนินธุรกิจของเรา ซึ่งช่วยให้เราสามารถทำผลประกอบการได้ในระดับใกล้เคียงกับที่คาดการณ์เอาไว้”

 

หัวเว่ยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างมูลค่าร่วมกันให้แก่ภาคสังคม และกำลังทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบรับกับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นในด้านเศรษฐกิจ สังคม และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อความก้าวหน้าและความสำเร็จร่วมกัน

 

ในด้านการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเตรียมความพร้อมให้กับอีโคซิสเต็มด้านดิจิทัล หัวเว่ยได้เปิดตัวโครงการ Spark Program ที่ประเทศสิงคโปร์ในปี พ.ศ. 2563 เพื่อสนับสนุนด้านเทคนิค เงินทุน การให้คำปรึกษา และการฝึกอบรมให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยี นอกจากนี้ ศูนย์ 5G Ecosystem Innovation Center (EIC) ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหัวเว่ยยังทำหน้าที่เป็นแหล่งจัดแสดงและสาธิตนวัตกรรมด้าน 5G ในภูมิภาคอาเซียน

 

เพื่อรับมือกับปัญหาด้านบุคลากร หัวเว่ยได้เปิดตัวโครงการต่าง ๆ มากมายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึง HUAWEI ASEAN Academy, Digital Training Bus และโครงการ Seeds for the Future เพื่อส่งมอบองค์ความรู้และฝึกอบรมบุคลากรในด้านดิจิทัล โดยหัวเว่ยตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรด้านไอซีทีอีกอย่างน้อย 300,000 คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายในเวลาห้าปีต่อจากนี้

 

เราจะยังคงทำงานร่วมกับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของเราอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อตอบรับกับความก้าวหน้าในภาคสังคม การเติบโตในภาคเศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายเคน หู กล่าว

 

ข้อมูลด้านการเงินทั้งหมดในรายงานประจำปี พ.ศ. 2563 ได้รับการจัดทำอย่างเอกเทศโดย KPMG ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรด้านการทำบัญชีรายใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสี่ของโลก ทั้งนี้ ท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานประจำปี 2563 ได้ที่ https://www.huawei.com/en/annual-report/2020

สวก. จัดงาน “ARDA Virtual Meeting : สุดยอดงานวิจัย สู่ตลาดภาคธุรกิจ” รูปแบบ Virtual event บนแพลตฟอร์มออนไลน์

 


ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เป็นประธานในการกล่าวเปิดงาน “ARDA Virtual Meeting : สุดยอดงานวิจัย สู่ตลาดภาคธุรกิจ” รูปแบบ Virtual event บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมี นางสาวภาวดี ใจเอื้อ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน พร้อมทั้งร่วมพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยของ สวก. จำนวน 4 โครงการ 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท บางกอกดรัก จำกัดบริษัท เจอาร์ แลบโบราทอรี่ จํากัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุก ไทย จันทรา

ภายในงาน ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยีจากผลงานวิจัย ของ สวก. จำนวน 14 โครงการ เช่น มาร์การีนจากน้ำมันรำข้าว อาหารว่างดัดแปลงเนื้อสัมผัสพร้อมรับประทาน เครื่องดื่มฟังก์ชันข้าวไทย สารออกฤทธิ์จากใบบัวบกสำหรับการนำไปพัฒนาตำรับยาทาภายนอก ชุดตรวจคัดแยกมะละกอปลอด GM พร้อมรับชมนิทรรศการ 4 โซน ไม่น้อยกว่า 50 ผลงานวิจัย ได้แก่ โซน Show case จากหิ้ง สู่ห้าง, โซ ผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์, โซนผลงานวิจัยสาธารณะ และโซน ระบบคลังข้อมูลการวิจัยการเกษตรไทย Thailand Agricultural Research Repository (TARR) ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.arda.or.th โทรศัพท์ 02-579-7435

CLEAN AIR INITIATIVE การประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดครั้งสำคัญของสมาชิกหอการค้าเยอรมัน-ไทย นำโดย “เมอร์เซเดส-เบนซ์” และสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

 


ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลายและทุกคนยังคงต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง อีกหนึ่งปัญหาที่หลายคนอาจจะลืมไปชั่วขณะ ทั้งที่ปัญหานี้ยังมีอยู่ต่อไปในประเทศไทยก็คือเรื่องมลภาวะทางอากาศจาก PM 2.5 ซึ่งยังคงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้จางหายไปไหน และอาจกลับมาสร้างความกังวลให้กับใครหลาย ๆ คนทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับมลภาวะทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่งที่ต้องลงมือแก้ปัญหานี้ให้ลุล่วง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่จะลุกขึ้นมาเริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศไทยนั้นบรรเทาเบาบางลง 

 

นี่จึงเป็นที่มาให้บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเจ้าภาพประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Initiative) อย่างเป็นทางการ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย หอการค้าเยอรมัน-ไทย รวมถึงบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ทอร์คีโด เอเชีย-แปซิฟิค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจากเยอรมนีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจภายในประเทศไทยเช่นเดียวกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 เมื่อเร็ว ๆ นี้ 

 

นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ซึ่งให้เกียรติมาร่วมในงานประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาด หรือ “Clean Air Initiative” ในครั้งนี้ด้วย กล่าวถึงความสำคัญของการตระหนักการส่งเสริมสภาวะอากาศสะอาดว่า “สภาวะอากาศที่ไม่ดีนั้นสร้างผลกระทบในทางลบได้มากมาย โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน ที่สำคัญ เมื่ออากาศเต็มไปด้วยมลภาวะ หลายคนอาจเลือกทำงานที่บ้าน ปิดประตูหน้าต่าง หรือซื้อเครื่องฟอกอากาศมาไว้ในบ้านได้ แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเลือกทำงานที่บ้านได้และยังต้องออกไปเผชิญกับ PM 2.5 ข้างนอก การทำให้อากาศสะอาดจึงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนร่วมกันจากทุกภาคส่วน ทั้งความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเยอรมนี และความร่วมมือของบริษัทเอกชนต่าง ๆ ในการนำเสนอทางเลือกใหม่ในเชิงธุรกิจที่มีความยั่งยืนและเป็นประโยชน์กับผู้คนในวงกว้างด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต การประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดในวันนี้จึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหอการค้าเยอรมัน-ไทยและสมาชิกซึ่งเป็นบริษัทจากเยอรมนีที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ที่จะร่วมผลักดันให้ปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศไทยได้บรรเทาเบาบางลงในอนาคต เพราะปัญหามลภาวะทางอากาศจะเป็นสิ่งที่ท้าทายเราไปอีกยาวนานกว่าโควิด-19 อย่างแน่นอน” 

 

มร.อันเดรียส ริชเทอร์ ตัวแทนจากหอการค้าเยอรมัน-ไทย กล่าวว่า “หอการค้าเยอรมัน-ไทยซึ่งมีสมาชิกกว่า 600 คน มีหน้าที่ให้การส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีทางด้านเศรษฐกิจระหว่างเยอรมนีและไทย เราเชื่อว่า เพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จในการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น จำเป็นต้องมีการปฏิรูปนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยยังคงสถานะการเป็นผู้นำในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค การประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดในวันนี้ หอการค้าเยอรมัน-ไทยพร้อมทั้งบริษัทที่เป็นสมาชิกทั้งหลายยินดีจะเสนอความเชี่ยวชาญและความรู้ทางเทคนิค และพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อสนับสนุนการอภิปรายสาเหตุของมลพิษทางอากาศในประเทศไทย รวมถึงการหาแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรเทามลพิษทางอากาศในด้านต่าง  ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงานและด้านการขนส่ง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงสะอาดมากขึ้นและสนับสนุนเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ด้านอาคารกับการสนับสนุนอาคารสีเขียว ด้านการผลิตกับการทบทวนมาตรฐานการปล่อยมลพิษสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และด้านการเกษตร โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการทำเกษตรกรรมแบบถางโค่นและเผาป่าซึ่งเป็นสาเหตุของไฟป่าและนำไปสู่มลภาวะทางอากาศ ซึ่งหอการค้าเยอรมัน-ไทยและบริษัทสมาชิกพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ประเทศไทยมีอากาศที่สะอาดและกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต 

 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวปิดท้ายการประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดในครั้งนี้ว่า “การเข้าร่วม “Clean Air Initiative” ในวันนี้ร่วมกับสมาชิกหอการค้าเยอรมัน-ไทยถือว่าสอดคล้องกับพันธกิจและสิ่งที่เมอร์เซเดส-บนซ์ทำอย่างต่อเนื่องมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการวางเป้าหมายในการเป็นบริษัทที่เป็นกลางทางคาร์บอนในทุกโรงงานผลิตของเราทั่วโลกในปี 2565 เรื่อยไปจนถึงการที่เราริเริ่มโครงการ “Charge to Change เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมาชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้บ่อยขึ้น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหา PM 2.5 สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น พร้อมทั้งสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นให้กับคนไทย นอกจากนี้เรายังวางเป้าหมายไว้อีกว่าภายในปี 2573 ร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ต้องเป็น xEVs ซึ่งหมายถึงรวมทั้งรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า 100% เมอร์เซเดส-เบนซ์ตั้งเป้าหมายเหล่านี้ไว้เพราะเราเชื่อว่า ผู้ประกอบการในภาคการผลิตรถยนต์ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการสร้างสภาวะอากาศที่ดีด้วย ซึ่งในส่วนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า เราได้จัดจำหน่ายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในประเทศไทยไปแล้วกว่า 20,000 คันนับตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน การนำโครงการ “Charge to Change” ของเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “Clean Air Initiative” จะช่วยสร้างความตระหนัก และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันบรรเทาปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและได้ผล 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมาจากการเดินทางโดยรถยนต์ และเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวก็มีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนอยู่มากกว่า 10 ล้านคัน ปัญหา PM 2.5 จึงยังเป็นปัญหาใหญ่ที่คนไทยทุกภาคส่วนต้องหันมาร่วมมือกันแก้ไข โครงการ “Charge to Change” ภายใต้ความร่วมมือ “Clean Air Initiative” ของเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมสานต่อพันธกิจในการกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทุกยี่ห้อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาชาร์จไฟฟ้าให้มากขึ้น ทำให้ประสบการณ์ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสะดวกและเข้าถึงง่ายที่สุด และผสานความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ การพัฒนาแอพพลิเคชันทางโทรศัพท์มือถือ และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนารถยนต์อีวีเพิ่มเติมด้วย 

ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...