วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564

คปภ. เร่งช่วยเหลือด้านประกันภัยกรณีรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ เสียชีวิต 3 ราย ที่จังหวัดพัทลุง

 คปภ. เร่งช่วยเหลือด้านประกันภัยกรณีรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ เสียชีวิต 3 ราย ที่จังหวัดพัทลุง

 


ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีการเกิดอุบัติเหตุรถกระบะหมายเลขทะเบียน บฉ 4122 พัทลุง เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 1กข 5818 พัทลุง บริเวณถนนสายลานข่อย-เขื่อนห้วยน้ำใส (หน้าล่องแก่งหนานมดแดง) ตำบลลายข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2564 เวลาประมาณ 16.55 น. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 3 ราย โดยผู้เสียชีวิตทั้งสามรายเป็นเด็กอายุ 2 ปี 11 ปี และ 15 ปี ในเบื้องต้น เลขาธิการ คปภ. ได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และสายกลยุทธ์องค์กร บูรณาการการทำงานร่วมกับสายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค โดยสำนักงาน คปภ. ภาค 9 (สงขลา) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดพัทลุงได้เร่งติดตามและตรวจสอบการจัดทำประกันภัยรถทั้งสองคันที่ประสบอุบัติเหตุ ว่า มีการทำประกันภัยประเภทใดไว้บ้าง เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการนำระบบประกันภัยเข้าไปเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้นให้กับครอบครัวของผู้ประสบภัยในครั้งนี้

  

ทั้งนี้ ได้รับรายงานจาก สำนักงาน คปภ. ภาค 9 (สงขลา) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดพัทลุง ว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 4122 พัทลุง มี นายกฤษดา เมืองชุม เป็นผู้ขับขี่ ได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับบริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตามกรมธรรม์เลขที่ MCP-CTP-5687735 เริ่มความคุ้มครองวันที่ 6 มกราคม 2563 สิ้นสุดวันที่ 6 มกราคม 2564 โดยคุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และประกันภัยภาคสมัครใจ (ประเภท 1) กับ บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตามกรมธรรม์เลขที่ 404-20-2100-000181 เริ่มความคุ้มครอง วันที่ 6 มกราคม 2563 สิ้นสุดความคุ้มครอง วันที่ 6 มกราคม 2564  โดยคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอก 300,000 บาท/คน 10,000,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก 1,000,000 บาท คุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลกรณีสูญเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร (ผู้ขับขี่/ผู้โดยสาร 2 คน) 50,000 บาท/คน ค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท/คน ประกันตัวผู้ขับขี่ 200,000 บาท       

  

ส่วนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 1กข 5818 พัทลุง ซึ่งมี นายอธิศ ช่วยขำ เป็นผู้ขับขี่ เด็กหญิงปารณีย์ การปลื้มจิตร์ และเด็กชายวัยวัฒน์ การปลื้มจิตร์ เป็นผู้โดยสาร ได้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย โดยรถคันดังกล่าวทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) กับ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ตามกรมธรรม์เลขที่ 8193063279837176 

เริ่มความคุ้มครองวันที่ 13 สิงหาคม 2563 สิ้นสุดวันที่ 13 สิงหาคม 2564 โดยคุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อคน



สำนักงาน คปภ. ได้ประสานงานบริษัทผู้รับประกันภัยที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิต จำนวน 3 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,035,000 บาท เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2564 แยกเป็น ทายาทผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 ราย รายละ 500,000 บาท เป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนทายาทผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่เสียชีวิต ในเบื้องต้นจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวน 35,000 บาท โดยมีนายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ให้เกียรติเป็นประธานมอบค่าสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ณ วัดนาวง อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง สำหรับค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยรถยนต์นอกเหนือจากนี้ ต้องรอผลคดีจากพนักงานสอบสวนว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท และหากตรวจสอบพบภายหลังว่าผู้ประสบภัยมีการทำประกันภัยประเภทอื่นๆ เช่น กรมธรรม์ประกันชีวิต กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ ฯลฯ จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามสัญญาประกันภัยที่ระบุไว้อีกด้วย


"สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าว อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกสถานที่ จึงขอฝากเตือนประชาชน ควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเส้นทางการจราจรที่ไม่คุ้นเคย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้ รวมทั้งเตรียมสภาพร่างกายให้มีความพร้อมในระหว่างการใช้รถใช้ถนน และหมั่นตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัย เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงภัย ตลอดจนตรวจวันหมดอายุกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งควรทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิตอื่นๆ ด้วย เพื่อที่ระบบประกันภัย จะได้เข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงและเยียวยาความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกันภัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2564

 ไปรษณีย์ไทยเปิดตัวสแตมป์ชุดนักษัตร ปีฉลู พ.ศ. 2564 ฝีพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ



กรุงเทพฯ 29 ธันวาคม 2563 – บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ต้อนรับปีฉลู เปิดภาพแสตมป์ชุดนักษัตรประจำปี 2564 ภาพวาดฝีพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ลายเส้นการ์ตูนรูปวัวจับปลา พร้อมลายพระหัตถ์ข้อความ “ฉลูจับมัจฉา มีเงินตราเหลือกินเหลือใช้” กำกับด้วยพระนาม “สิรินธร” โดยแสตมป์นักษัตรปีฉลูเป็นชุดที่ 7 ในซีรีส์แสตมป์นักษัตรภาพวาดฝีพระหัตถ์ ซึ่งออกต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558

ทั้งนี้ แสตมป์ชุดดังกล่าวจำหน่ายราคาดวงละ 3 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 12 บาท จำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศ 4 มกราคม 2564 ที่ไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ  และพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร หรือทางออนไลน์ ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์  โทร 0 2573 54800 2573 5463 พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน โทร 0 2271 2439

‘อนันดา’ เตรียมออกหุ้นกู้ฯ อายุ 1 ปี 9 เดือนและ 3 ปี ชูดอกเบี้ย 3.90% และ 4.50%ต่อปี แต่งตั้ง 5 สถาบันการเงิน คาดเปิดจองซื้อ 12 – 14 มกราคม 2564 นี้

 ‘อนันดา’ เตรียมออกหุ้นกู้ฯ อายุ 1 ปี 9 เดือนและ 3 ปี ชูดอกเบี้ย 3.90% และ 4.50%ต่อปี แต่งตั้ง 5 สถาบันการเงิน คาดเปิดจองซื้อ 12 – 14 มกราคม 2564 นี้ 


กรุงเทพฯ 22 ธันวาคม 2563 : บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้ฯ รุ่น อายุ 1 ปี 9 เดือน ผลตอบแทน 3.90% ต่อปี และอายุ 3 ปี ผลตอบแทน 4.50% ต่อปี มูลค่าไม่เกิน 1,500 ล้านบาท และมีส่วนสำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน  1,000   ล้านบาท รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 2,500 ล้านบาท ผ่าน 5 สถาบันการเงิน โดยจะเสนอขายให้ผู้ลงทุนทั่วไป ระหว่างวันที่ 12 – 14 ม.ค. 2564 นี้ ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้จากทริส เรทติ้ง ที่ระดับ “BBB”  

ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำในตลาดคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างยื่นข้อมูลขอเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป จำนวน รุ่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยเป็นหุ้นกู้ฯ อายุ 1 ปี 9 เดือน และอายุ 3 ปี ผลตอบแทนอยู่ที่ 3.90% ต่อปี และ 4.50% ต่อปีตามลำดับ กำหนดจ่ายผลตอบแทนทุก 3 เดือน จำนวนไม่เกิน 1,500 ล้านบาท และหุ้นกู้สำรองเพื่อการเสนอขายเพิ่มเติมอีกจำนวนไม่เกิน 1,000 ล้านบาท รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 2,500 ล้านบาท โดยหุ้นกู้ฯ ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “BBB” ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แต่งตั้งสถาบันการเงิน 5 แห่งเป็นผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บริษัทหลักทรัพย์กรุงไทย ซีมิโก้ และบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส โดยคาดว่าจะเสนอขายในระหว่างวันที่ 12 – 14 ม.ค. 2564 นี้ 

“การออกหุ้นกู้ฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในช่วงเดือนเมษายน และตุลาคม 2564 โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้อย่างสม่ำเสมอ และได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงผู้ลงทุนมั่นใจในการเติบโตและโอกาสในการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดคอนโดมิเนียมติดกับแนวรถไฟฟ้าที่มีโอกาสในการเติบโตสูงและยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ทำให้เรามั่นใจว่า การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้จะได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนเหมือนกับที่ผ่านมาอย่างแน่นอน” ดร. ชัยยุทธกล่าว 

ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บมจ.อนันดาฯ กล่าวด้วยว่า แม้ว่าปี 2563 ที่ผ่านมาจะเป็นปีแห่งความท้าทาย เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนหลายด้าน อย่างไรก็ดี การลงทุนในหุ้นกู้ฯ ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่แสวงหาการลงทุนในตราสารที่มีระยะเวลาลงทุนที่แน่นอน และกำหนดจ่ายผลตอบแทนสม่ำเสมอในระดับที่น่าพอใจ ภายใต้ความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ 

ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยคาดการณ์ไตรมาสที่ 4/2563 จะมียอดโอนสูงสุดของปีซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการรับรู้รายได้ของโครงการร่วมทุนใหม่ถึง โครงการ และ ณ 30 กันยายน  2563 บริษัทฯ ยังคงรักษาเงินสดในกลุ่มรวมโครงการร่วมทุนกว่า 10,000 ล้านบาท และยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด โดยสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนไว้ที่ระดับต่ำที่ประมาณ 1.1 เท่า 

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ บมจ. อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณ 100,000 บาท 

ดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sec.or.th หรือติดต่อผ่านสถาบันการเงิน ดังต่อไปนี้




กปน. คว้ารางวัล Sustainability Disclosure Award ปี 2563 จากสถาบันไทยพัฒน์

กปน. คว้ารางวัล Sustainability Disclosure Award ปี 2563 จากสถาบันไทยพัฒน์





นายกวี อารี​กุล ผู้ว่าการ​การประปานครหลวง (กปน.) และผู้บริหารร่วมยินดีที่ กปน. รับรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนประจำปี 2563 ประเภทที่ 1 รางวัลเกียรติคุณ (Sustainability Disclosure Award) จากสถาบันไทยพัฒน์ โดยมี นายสุทธิรักษ์ บูชากุล รองผู้ว่าการ กปน. เป็นผู้แทน กปน. เข้ารับรางวัล โดยรางวัล​ดังกล่าวพิจารณาและประเมินสถานะการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนต่อสาธารณะและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ผ่านรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานของ กปน. ที่มุ่งมั่นพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลักการสากลของ Global Reporting Initiative (GRI)



Vivo ประกาศผู้ชนะรางวัลการประกวดถ่ายภาพกล้องมือถือแห่งปี จากกิจกรรม VISION+ Mobile Photography Awards 2020

 Vivo ประกาศผู้ชนะรางวัลการประกวดถ่ายภาพกล้องมือถือแห่งปี

จากกิจกรรม VISION+ Mobile Photography Awards 2020

 


เซินเจิ้นสาธารณรัฐประชาชนจีน, 30 ธันวาคม 2563 – Vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประกาศรายชื่อผู้ชนะรางวัลการประกวดภาพถ่ายยอดเยี่ยมแห่งปี กับกิจกรรม VISION+ Mobile Photography Awards 2020 โดยมีช่างภาพจากทั่วโลกร่วมส่งผลงานสุดโดดเด่นที่สร้างสรรค์ด้วยกล้องบนโทรศัพท์มือถือเข้าร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก การประกวดครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ VISION+ ของ Vivo ซึ่งมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยมือถือและเฟ้นหานิยามของความงามรูปแบบใหม่ๆ โดยขณะนี้ผลงานอันน่าทึ่งของเหล่าช่างภาพที่ได้รับรางวัลถูกจัดแสดงต่อสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จและเป็นนิมิตหมายอันดีต่อโครงการ VISION+ ของ Vivo ในอนาคตอีกด้วย

 

จับมือ National Geographic เพื่อสำรวจวัฒนธรรมการถ่ายภาพบนมือถือของผู้คน

 

ในปัจจุบันสมาร์ตโฟนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่มอบประสบการณ์ความสุขให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์และถ่ายทอดผลงานออกมาเป็นภาพถ่าย โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Vivo ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ VISION+ ซึ่งเป็นอีโคซิสเต็มที่รวบรวมคอนเทนต์รูปภาพจากผู้ใช้งานทั่วโลก โดยมีหัวใจหลักสำคัญคือ JOY IMAGE” หรือภาพถ่ายแห่งความสุข และได้ร่วมมือกับ National Geographic จัดการประกวด VISION+ Mobile Photography Awards 2020 โดยเน้นหาภาพถ่ายที่มีมุมมองโดดเด่น สามารถถ่ายทอดอารมณ์อันเป็นเอกลักษณ์ และสะท้อนวัฒนธรรมสากลของมนุษย์ พร้อมเชิญชวนเหล่าครีเอเตอร์จากทั่วทุกมุมโลกร่วมส่งผลงานสุดสร้างสรรค์ที่ถ่ายโดยกล้องสมาร์ตโฟน

 



Vivo ประกาศเปิดตัว Vivo VISION+ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

หลังจากเปิดรับผลงานเข้าร่วมประกวดเป็นระยะเวลา เดือน มีผู้ส่งผลงานทั้งรูปภาพและวิดีโอที่ถ่ายด้วยมือถือเข้าร่วมกว่า 135,000 ชิ้น จาก ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหราชอาณาจักรฝรั่งเศสสเปนจีนเวียดนาม และอื่นๆ ซึ่งมีผลงานที่เข้าตาคณะกรรมการและผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 37 ผลงาน ตัดสินโดยช่างภาพและผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายระดับโลก ทั้ง สตีฟ แมคเคอร์รี (Steve McCurry) เจ้าของภาพถ่ายอันโด่งดังที่ขึ้นปกนิตยสาร National Geographic มาแล้วหลายฉบับ และ ไมเคิล ฮอลส์แบนด์ (Michael Halsband) ศิลปินผู้เคยถ่ายภาพบุคคลดังระดับโลกมาแล้วมากมาย ในการประกวดครั้งนี้คณะกรรมการได้ร่วมคัดเลือกภาพถ่ายที่สะท้อนถึงเรื่องราวของชีวิตและภาพสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกในปี 2020 นี้

 

 

ส่องความสุขจากทั่วโลกผ่านภาพถ่าย

 

เหล่าครีเอเตอร์มากมายได้ร่วมให้คำนิยามและถ่ายทอดความสุขของชีวิตผ่านภาพถ่ายจากมือถือในสไตล์ที่แตกต่างกัน ทั้งภาพถ่ายบุคคล ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพยามค่ำคืนที่สวยงาม รวมทั้งภาพแห่งความทรงจำของห้วงเวลาชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งในการประกวด Vivo VISION+ Mobile Photography Awards 2020 มีหัวข้อการประกวดทั้งหมด หมวดหมู่ ได้แก่ ภาพถ่ายบุคคล (Portrait), ภาพถ่ายกลางคืน (Night), ภาพวิวทิวทัศน์ (Landscape), ภาพเคลื่อนไหว (Motion), ภาพความทรงจำ (Memories) และภาพเล่าเรื่องราว (Story) โดยรางวัลที่มอบในการประกวดครั้งนี้มีทั้งรางวัลภาพถ่ายยอดเยี่ยมแห่งปี (Picture of the Year), รางวัลชนะเลิศประจำหมวดหมู่ (Category Winners), รางวัลชมเชย (Honorable Mention) และรางวัลผู้เข้ารอบสุดท้ายในแต่ละหมวดหมู่ (Category Finalists) ซึ่ง Vivo ยกให้ภาพ Daily Life of Four Big Mouth Monsters” ของ จาง อวี ได้รับรางวัลภาพถ่ายยอดเยี่ยมแห่งปีในการประกวดครั้งนี้

 

 



Daily Life of Four Big Mouth Monsters” ผลงานของ จาง อวี จาก สาธารณรัฐประชาชนจีน
ได้รับรางวัลภาพถ่ายยอดเยี่ยมแห่งปี ในการประกวด 
Vivo VISION+ Mobile Photography Awards 2020

 

จาง อวี (Zhang Yu) สังเกตเห็นว่าการที่เด็กๆ กำลังทำท่ายื่นมือออกจากคอเสื้อของตัวเองนั้น คล้ายกับท่าทางของสัตว์ประหลาดหรือ “Big Mouth Monster” โดย จาง อวี ได้บันทึกภาพช่วงเวลาที่เด็กๆ ทั้งสี่คนกำลังเล่นสนุกกันอยู่ด้วยกล้องสมาร์ตโฟนของเขา เพื่อถ่ายทอดความหวังที่ส่องประกายแม้ว่าปี 2020 ที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ท้าทายมากมาย

 

Camping Night with Beloved Friends ผลงานโดย รีฟกี มอช ลุตพี (Rifqi Moch Lutpi) จากอินโดนีเซีย ได้รับรางวัลชมเชย โดยภาพนี้ถ่ายทอดช่วงเวลาที่เพื่อนรักสามคนกำลังนั่งคุยกันใกล้ๆ กองไฟในคืนที่มืดมิด ซึ่งเจ้าตัวอธิบายเบื้องหลังของภาพนี้ว่า “ในชีวิตของผม การออกไปตั้งแคมป์เป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่สุด เป็นช่วงเวลาที่สุดยอด เราทุกคนควรเพลิดเพลินไปกับทุกช่วงเวลาของชีวิตและใช้มันอย่างคุ้มค่าด้วยการออกไปทำกิจกรรมที่หลากหลาย”

                                                


Camping Night with Beloved Friends ผลงานโดย รีฟกี มอช ลุตพี จากอินโดนีเซีย

 

สุดยอดภาพถ่ายด้วยกล้องมือถือจำนวนมากมายเหล่านี้ส่งเข้ามาในหัวข้อต่างๆ ทั้ง ภาพถ่ายบุคคล ภาพถ่ายกลางคืน ภาพถ่ายวิวทิวทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ และภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราว ซึ่งผลงาน Opera Watch ได้รับรางวัลชนะเลิศในหัวข้อภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวในรูปแบบวิดีโอ ถ่ายโดย เฉิน เล่ย (Chen Lei) ช่างภาพจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่บันทึกเรื่องราวของคณะนักแสดงงิ้วเสฉวนแบบดั้งเดิม (Sichuan Opera) ที่นำวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของมนุษย์มาถ่ายทอดเป็นฉากการแสดงต่างๆ พร้อมด้วยดนตรีพื้นบ้านบรรเลงด้วยกลองอย่างลงตัว



                                                   



Opera Watch ผลงานโดย เฉิน เล่ย จากสาธารณรัฐประชาชนจีน
(ลิงก์วิดีโอ
https://vivo20200917.oss-cn-beijing.aliyuncs.com/video/20201120/1599/v_5fb7d170c2664.mp4)

 

ผลงานชนะเลิศที่โดดเด่นเหล่านี้จัดแสดงอยู่บนเว็บไซต์หลักของ Vivo VISION+ (https://visionplus.vivo.com/มีทั้งภาพ Steelwool with Bridge ผลงานของ พแย พิว ออง (Pyae Phyo Aung) จากเมียนมาร์ ในหมวดภาพถ่ายกลางคืน ภาพ Balinese Woman ผลงานโดย อารีฟ ซาเทรีย (Arief Satria) จากอินโดนีเซีย ในหมวดภาพถ่ายบุคคล และภาพ Replicate ผลงานจาก หลิน ไหโป (Lin Haibo) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในหมวดภาพถ่ายแห่งความทรงจำ ซึ่งภาพถ่ายเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานอันน่าทึ่งที่สร้างสรรค์ผ่านกล้องมือถือ

 

                                       

Steelwool with Bridge ผลงานชนะเลิศในหมวดภาพถ่ายกลางคืนโดย พแย พิว ออง จากเมียนมาร์

 

                                                 

Balinese Woman ผลงานชนะเลิศในหมวดภาพถ่ายบุคคลโดย อารีฟ ซาเทรีย จากประเทศอินโดนีเซีย

 


                                     

Replicate ผลงานชนะเลิศในหมวดภาพถ่ายแห่งความทรงจำโดย หลิน ไหโป จากสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

 

เข้าใจศิลปะการถ่ายภาพบนมือถืออย่างลึกซึ้ง เพื่อความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่เหนือกว่า

 

Vivo คือผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมด้วยหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นอุปกรณ์อัจฉริยะพร้อมบริการอันชาญฉลาด ตลอด 25 ปีในวงการเทคโนโลยี Vivo สื่อสารกับผู้ใช้งานด้วยความตั้งใจจริงเสมอมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานอย่างสูงสุด

 

คติของ Vivo ในฐานะแบรนด์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก คือการส่งมอบอุปกรณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้คนทั่วไปสามารถถ่ายทอดตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาพถ่ายที่เปี่ยมชีวิตชีวาระดับมืออาชีพ ซึ่ง Vivo หวังให้ผู้ใช้งานอีกหลายล้านคนได้เล็งเห็นรายละเอียดต่างๆ ของชีวิตมากขึ้น เก็บบันทึกช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน และแบ่งปันความรู้สึกเหล่านี้ไปพร้อมกับคนทั้งโลก และ Vivo เองจะยังคงร่วมมือกับเหล่าครีเอเตอร์ในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่หลากหลายและมีชีวิตชีวามากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น และเข้ามามีบทบาทต่อวัฒนธรรมของผู้คนในฐานะแบรนด์สมาร์ตโฟนที่มียอดผู้ใช้งานและแฟนๆ ทั่วโลกกว่า 380 ล้านคน















คปภ. “ส่งสัญญาณ” ธุรกิจประกันภัย รับมือ IFRS17

 คปภ. “ส่งสัญญาณ” ธุรกิจประกันภัย รับมือ IFRS17 •ผ่านโครงการศึกษาและเตรียมความพร้อมสำหรับการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย



ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงรายละเอียดแบบสอบถามโครงการศึกษาและเตรียมความพร้อมสำหรับการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจ รวมถึงตอบประเด็นซักถามต่าง ๆ ที่บริษัทประกันภัยอาจมีต่อแบบสอบถามโครงการศึกษาและเตรียมความพร้อมสำหรับการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาประกันภัย


เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับสัญญาประกันภัยต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินสากลที่จะเปลี่ยนไปจากการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย (IFRS17) มาใช้ปฏิบัติ โดยมีผลบังคับในปี 2567 ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวมีความซับซ้อน และวิธีปฏิบัติทางบัญชีที่มีความแตกต่างจากในปัจจุบัน เช่น การวัดมูลค่าหนี้สินและรับรู้รายได้ของสัญญาประกันภัย เป็นต้น ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจประกันภัยในการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย มาใช้ปฏิบัติ จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัย และคณะทำงานย่อยรองรับประเด็นจากข้อกำหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับธุรกิจประกันภัยฉบับที่ 17 โดยแบ่งคณะทำงานย่อยออกเป็น 4 คณะ ได้แก่ คณะทำงานย่อยด้านสัญญาประกันภัยและการวัดมูลค่า คณะทำงานย่อยด้านความเสี่ยงสมมุติฐาน และการประกันภัยต่อ คณะทำงานย่อยด้านนโยบายบัญชีและการเปิดเผยข้อมูล และคณะทำงานย่อยด้านผลกระทบทางภาษี ซึ่งขอบเขตของแต่ละคณะจะเกี่ยวข้องกับประเด็นตามข้อกำหนดของมาตรฐานที่กำหนดไว้ 


นอกจากนี้ เพื่อให้การเตรียมความพร้อมและการรับมือผลกระทบเป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน สำนักงาน คปภ. จึงได้จัดทำ “โครงการศึกษาและเตรียมความพร้อมสำหรับการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางในการปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว ประเมินความพร้อมและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการนำมาตรฐานมาใช้ปรับปรุงรูปแบบงบการเงินและรายงาน


ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ตลอดจนหาแนวทางการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทประกันภัย แนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแล และแนวทางการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินบริษัทประกันภัย โดยมีบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด (PwC) เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินโครงการ โดยได้จัดประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดและสื่อสารทำความเข้าใจ ร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัย พร้อมทั้งจัดทำแบบสอบถาม เพื่อใช้สำรวจความพร้อมในแต่ละด้านของบริษัทประกันภัย เช่น นโยบายของผู้บริหาร ความรู้ความเข้าใจของบุคคลากร ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สถานะการเตรียมความพร้อม และประเมินผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับบริษัทประกันภัย รวมถึงข้อเสนอแนะและความกังวลที่บริษัทประกันภัยมีต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับดังกล่าว โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นการประเมินความพร้อมของบริษัทประกันภัยต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย หรือ Gap Analysis และส่วนที่ 2 เป็นการประเมินผลกระทบต่องบการเงินของบริษัทประกันภัยในการปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย หรือ Impact Analysis โดยจะนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายต่าง ๆ รวมถึงจัดทำแนวทางและมาตรการเตรียมความพร้อมสำหรับสำนักงาน คปภ. และธุรกิจประกันภัย ตลอดจนเป็นข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการหารือร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย เกี่ยวกับแนวทางการบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าว ในประเทศไทยต่อไป


“สำหรับมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดและมีความซับซ้อน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทประกันภัยเข้าใจเจตนารมณ์ และสามารถตอบแบบสอบถามได้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะสามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปประมวลผล เพื่อประเมินความพร้อมและผลกระทบของบริษัทประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564

 

"เนสท์เล่" เปิดโรงงานเนสท์เล่นวนคร 7 ชูเทคโนโลยีล้ำสมัย สร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่า





กรุงเทพฯ – 28 ธันวาคม 2563 – เนสท์เล่ เปิดตัวโรงงานยูเอชทีแห่งใหม่ที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยได้มาตรฐานระดับโลก มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ สอดคล้องกับพันธกิจด้านความยั่งยืนระดับโลกของเนสท์เล่
 
นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เราไม่เพียงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพสูงและโภชนาการเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับผู้บริโภค แต่เรายังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โรงงานยูเอชทีแห่งใหม่นี้จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการเปิดพลังแห่งอาหารเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับทุกคนในวันนี้และในอนาคต เพราะสุขภาพดีเริ่มต้นจากอาหารที่ดีซื่งจะช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับดูแลรักษาทรัพยากรไว้ให้คนรุ่นหลัง โรงงานแห่งใหม่นี้ จึงถือเป็นตัวอย่างอันชัดเจนของความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับเศรษฐกิจให้กับชุมชน ผ่านการจ้างงาน เกิดการพัฒนาทักษะของแรงงานในท้องถิ่นให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยโรงงานแห่งใหม่นี้ได้เริ่มต้นการผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และใช้เม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,530 ล้านบาท”
 
ด้าน นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการสำหรับผู้ใหญ่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า โรงงานยูเอชที เนสท์เล่นวนคร 7 จะผลิตเครื่องดื่มยูเอชทีภายใต้แบรนด์ไมโล และนมตราหมี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจหลักของเนสท์เล่ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภค พร้อมคำนึงถึงความยั่งยืนในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่แห่งคุณค่า ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาเครื่องโฮโมจีไนเซอร์ ที่ใช้ในการผลิตไมโล โดยเทคโนโลยีเมมเบรน แทนระบบเก่าที่เป็นแบบลูกสูบ ส่งผลให้มีการใช้พลังงานน้อยลงและลดความถี่ในการซ่อมบำรุง การใช้ Heat Recovery System เพื่อนำความร้อนจากไอน้ำและน้ำร้อนที่เกิดจากกระบวนการผลิตกลับมาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อลดการใช้พลังงาน นอกจากนั้น โรงงานยังเลือกใช้สารทำความเย็นที่ไม่ทำลายชั้นโอโซนในระบบการทำความเย็นของโรงงาน และยังมีการวางระบบจัดการของเสียและน้ำเสียจากการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามประเภทของขยะ เช่น การนำไปรีไซเคิล การนำไปสร้างเป็นพลังงานใหม่ และการนำไปทำปุ๋ย ทำให้ไม่มีของเสียไปฝังกลบ การใช้นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น การนำหลอดกระดาษแบบโค้งงอได้มาใช้กับผลิตภัณฑ์ไมโลยูเอชที รวมถึงลดปริมาณการใช้กระดาษลูกฟูกในการบรรจุสินค้า ด้วยการออกแบบกล่องให้เป็นแบบ Wrap Around แทนกล่องพับฝาชนทั่วไป จนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ผ่านโครงการ “กล่องนมรักษ์โลก” ซึ่งเป็นกิจกรรมให้ความรู้กับนักเรียนในโรงเรียนนำร่องเกี่ยวกับการจัดการบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีภายหลังการบริโภคอย่างถูกวิธี รวมทั้งมีกระบวนการเก็บบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีกลับมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง
 
“จากความใส่ใจดังกล่าว ทำให้โรงงานยูเอชที เนสท์เล่นวนคร 7 แห่งนี้ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 4,420 จิกะจูล/ปี หรือเทียบเท่าการเปิดเครื่องปรับอากาศขนาด 18,000 BTU ตลอด 24 ชม. นานถึง 77 ปี นอกจากนี้ จากการนำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เราสามารถประหยัดกระดาษไปได้ 752 ตัน หรือเท่ากับกระดาษ A4 150 ล้านแผ่น พร้อมลดปริมาณการใช้พลาสติกได้ถึง 142 ตัน เท่ากับถุงพลาสติก 26 ล้านใบทุกปี” นายไชยงค์ กล่าวเสริม

นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่อร่อยและมีโภชนาการเหมาะสม โดยใช้หลัก 60/40+ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย 60% จะต้องมีความพึงพอใจในรสชาติของผลิตภัณฑ์เนสท์เล่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์เปรียบเทียบที่โดดเด่นในท้องตลาด พร้อมเพิ่มเติมคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม และส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีแอกทีฟไลฟ์สไตล์ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
 
“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปิดตัวโรงงานใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบของโรงงานที่ส่งเสริมความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่าในประเทศไทย และสร้างความสุขให้กับผู้บริโภคชาวไทยด้วยเครื่องดื่มยูเอชทีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง” นายไชยงค์กล่าวทิ้งท้าย
นายวิคเตอร์ เซียห์ (กลาง) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า พร้อมด้วย นางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา (ที่ 2 จากขวา) เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการสำหรับผู้ใหญ่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด นายซาทิช ศรีนิวาซาน (ขวา) ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายเทคนิคและอุตสาหกรรมการผลิต เนสท์เล่ อินโดไชน่า






กระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมช่วยลดการใช้พลังงาน สายการผลิตผลิตภัณฑ์ไมโล ยูเอชทีใช้หลอดกระดาษแบบโค้งงอได้กับผลิตภัณฑ์ไมโล ยูเอชที กล่องแบบ Wrap Around ช่วยลดปริมาณการใช้กระดาษลูกฟูกในการบรรจุสินค้า และโรงงานยูเอชที เนสท์เล่นวนคร 7

ที ลีสซิ่ง จับมือ ศรีประจันต์วัฒนยนต์ จัดอบรม "ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ" โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี

  บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด  ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้ อรถจักรยานยนต์  ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของการขับขี่ รถบนท้องถนนอย่างปลอ...